⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2006/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2006/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษในกรณีไม่ชำระหนี้ จะต้องเป็นเรื่องที่คู่กรณีได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นล่วงหน้าก่อน และต้องมีการพิสูจน์ให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว. ศาลอาจใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาลงได้ หากพิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่สมกับทางได้เสียของเจ้าหนี้.

ย่อคำพิพากษา

ค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษในกรณีไม่ชำระหนี้นั้นจะต้องเป็นเรื่องที่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์ล่วงหน้าก่อนแล้ว ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 222 วรรคสอง บัญญัติไว้ และพฤติการณ์ดังกล่าวคู่กรณีจะต้องรับกันหรือนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงจะเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่กรณีพิเศษได้ เบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาในกรณีที่ผิดสัญญานั้นกฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าจะต้องให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายด้วยไม่ใช่แต่ทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มตามจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา ศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าปรับหรือเบี้ยปรับตามสัญญาลงได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 วรรคแรก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ปรับปรุงดินบริเวณโรงเรียนควนโดนวิทยา เพื่อป้องกันดินพังทลาย ตามรูปแบบและรายการของโจทก์ เป็นเงิน 250,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวัน ๆ ละ 500 บาท จนกว่างานจะแล้วเสร็จ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำงานล่าช้า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา และเรียกให้จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญา จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการร่วมกันชำระค่าปรับตามสัญญาวันละ 500 บาท รวม 446 วัน เป็นเงิน 233,000บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 265,037.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ได้เสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษหรือไม่ และการกำหนดค่าปรับไว้ในสัญญาเป็นการบังคับโดยเด็ดขาดหรือไม่ว่าค่าปรับจะต้องให้เป็นไปตามนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาทำงานไม่แล้วเสร็จตามกำหนดซึ่งโจทก์จะเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากงานของทางราชการไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือไม่ได้รับประโยชน์ตามโครงการ ซึ่งเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสองบัญญัติไว้และพฤติการณ์ดังกล่าวคู่กรณีจะต้องรับกันหรือนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่คดีนี้โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์ได้เสียหายเป็นพิเศษแต่อย่างใด ส่วนค่าปรับตามสัญญานั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก บัญญัติว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป" เช่นนี้ แสดงว่า เบี้ยปรับนั้นแม้จะได้กำหนดกันไว้ในสัญญาก็ตาม แต่ก็มิได้บังคับไว้โดยเด็ดขาดว่าจะต้องให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายด้วย ไม่ใช่แต่ทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเท่านั้น ดังนั้นศาลย่อมใช้ดุลพินิจลดค่าปรับหรือเบี้ยปรับตามสัญญาลงได้ สำหรับกรณีนี้โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มตามจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาประกอบกับข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าโจทก์ได้ริบเงินประกันจำนวน 12,500 บาท ไปแล้วด้วย เมื่อคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินส่วน โดยลดลงประมาณครึ่งหนึ่งคงเหลือ 100,000 บาท นั้น เหมาะสมแก่ความเสียหายของโจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุให้แก้ไขเป็นอย่างอื่นคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2006/2536 กรมสามัญศึกษา โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด กำ พล ก่อสร้าง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสามัญศึกษา · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด กำ พล ก่อสร้าง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา ธนานันท์ · สมาน เวทวินิจ · จิระ บุญพจนสุนทร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 58/2530ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 5459/2537ฎีกา 4623/2540ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3616/2558ฎีกา 4194/2536ฎีกา 464/2567ฎีกา 2385/2523ฎีกา 2139/2565ฎีกา 3010/2543ฎีกา 4192/2536ฎีกา 5884/2541ฎีกา 6052/2537ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1141/2502ฎีกา 6848/2540ฎีกา 3887/2534ฎีกา 262/2473ฎีกา 2720/2526ฎีกา 2669/2524ฎีกา 1183/2521ฎีกา 7943/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ