⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 212/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 212/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้สัญญากู้เงินจะระบุว่าผู้กู้ได้รับเงินครบถ้วนแล้ว แต่ผู้กู้มีสิทธิไม่รับเงินทั้งหมดในวันนั้นได้ สัญญากู้เงินนั้นยังคงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน หากจำเลยไม่ได้ต่อสู้หรือนำสืบให้เห็นว่าหนี้ไม่ถูกต้องหรือได้ชำระหนี้ไปแล้ว ศาลต้องรับฟังตามข้อนำสืบของโจทก์

ย่อคำพิพากษา

แม้สัญญากู้เงินจะระบุไว้ว่า ผู้กู้ได้รับเงินกู้จากผู้ให้กู้ถูกต้องครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิของผู้กู้ที่จะไม่รับเงินไปทั้งหมดในวันนั้นก็ได้ สัญญากู้เงินดังกล่าวก็ยังคงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน โจทก์นำสืบถึงจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 ในฐานผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ก็มิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าหนี้ตามฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไรและจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ไปแล้วเพียงใด และในชั้นพิจารณาคงมีแต่จำเลยที่ 2 เบิกความลอย ๆ ว่าไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เท่าใด และไม่ทราบว่านางสาวพรรณีพยานโจทก์นำเงินที่เบิกตามเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือยังโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ถามค้านนางสาวพรรณีพยานโจทก์ไว้แต่อย่างใดจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์อันเป็นเหตุให้ยอดหนี้ลดลงไปหรือไม่จำนวนใด ต้องรับฟังตามข้อนำสืบของโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.89 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์จำนวน 3,000,000 บาทโดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินต้นและดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1กู้ยืมเงินโจทก์ 2,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันโดยยังมิได้กรอกข้อความ ต่อมาโจทก์กรอกข้อความในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวว่าเป็นการค้าประกันหนี้เงินกู้จำนวน3,000,000 บาท สัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า สัญญาค้ำประกันทุกฉบับมิใช่เอกสารปลอม และวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่าสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามฟ้องหรือไม่เพราะสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.13 ระบุว่าจำเลยที่ 1 รับเงินกู้ไปจากโจทก์ 3,000,000 บาท ในวันทำสัญญา แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1รับเงินกู้ไปจากโจทก์ในวันนี้เพียง 2,000,000 บาท และรับงวดต่อมาอีก 1,000,000 บาท ตามเอกสารการจ่ายเงินกู้ เอกสารหมาย จ.14ดังนั้นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่ถูกต้องแท้จริงของโจทก์คือเอกสารหมาย จ.14 มิใช่เอกสารหมาย จ.13 นั้น เห็นว่า แม้ในข้อ 1ของสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.13 จะระบุข้อความไว้ดังกล่าวแต่ก็เป็นสิทธิของผู้กู้ที่จะไม่รับเงินไปทั้งหมดในวันทำสัญญาก็ได้เอกสารหมาย จ.14 จึงมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แต่เป็นเอกสารการจ่ายเงินกู้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.13 โจทก์จึงอาศัยเอกสารหมาย จ.13 เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินฟ้องบังคับจำเลยได้ ส่วนปัญหาที่ว่าหนี้ที่ค้างชำระมีจำนวนเท่าใดนั้นโจทก์นำสืบได้ว่าคิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 4,121,160.25บาท แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำให้การแต่มิได้ต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องอย่างไร และจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ไปแล้วเพียงใดซึ่งในชั้นพิจารณาคงมีแต่จำเลยที่ 2 เบิกความลอย ๆ ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เท่าใด แต่ไม่ถึงจำนวนที่ฟ้อง ส่วนหนังสือยินยอมมอบเงินฝากเป็นประกันและใบถอนเงินบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ตามเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.3 ที่จำเลยที่ 2 อ้างส่งศาลและเบิกความว่าไม่ทราบว่านางสาวพรรณีนำเงินที่เบิกตามเอกสารหมาย ป.ล.2 และป.ล.3 ชำระหนี้ให้โจทก์หรือยัง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ถามค้านนางสาวพรรณีพยานโจทก์ไว้แต่อย่างใด จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์อันเป็นเหตุให้ยอดหนี้ลดลงไปหรือไม่ จำนวนเท่าใด ต้องรับฟังตามข้อนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระหนี้โจทก์อยู่ตามจำนวนที่โจทก์นำสืบมา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 212/2536 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบล เกษตร ฟาร์ม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบล เกษตร ฟาร์ม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ · สมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 693/2487ฎีกา 581/2501ฎีกา 592/2510ฎีกา 320/2482ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 2923/2525ฎีกา 1452/2511ฎีกา 552/2548ฎีกา 2776/2525ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 94/2474ฎีกา 272/2490ฎีกา 1897/2538ฎีกา 1251/2520ฎีกา 199/2537ฎีกา 1277/2493ฎีกา 1578/2493ฎีกา 1313/2515ฎีกา 8732/2549ฎีกา 275/2487ฎีกา 2572/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา