⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2106/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2106/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องมีหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ แม้จะเว้นช่องชื่อผู้ให้กู้ไว้ ผู้ให้กู้ก็มีสิทธิลงชื่อเพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องได้

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บังคับให้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ โดยมิได้บังคับว่าต้องระบุชื่อผู้ให้กู้และผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วย จำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้กับได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้ว แต่สัญญากู้เงินได้เว้นช่องผู้ให้กู้และกำหนดเวลาชำระเงินคืนไว้ เมื่อโจทก์เป็นผู้ให้กู้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะลงชื่อเพื่อเป็นหลักฐานในการนำคดีมาฟ้องร้องได้ ส่วนการที่โจทก์กรอกข้อความกำหนดชำระเงินคืนนั้น ข้อความดังกล่าวจะระบุไว้หรือไม่ก็ตาม ก็หามีผลให้หลักฐานการฟ้องร้องที่สมบูรณ์อยู่แล้วและบังคับแก่จำเลยได้เสียไปไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2534 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไป 70,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและกำหนดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยในวันที่ 1 มกราคม 2535 แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยมิได้ชำระหนี้จึงขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญานับแต่วันกู้เงินจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 50,773 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 120,773 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 70,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้อง จำเลยทำให้ไว้แก่นางไพรวัลย์ อิมะนันทน์ เพื่อมอบให้นางฉวีวรรณหรือนางจันทร์นวล ซึ่งได้ตกลงกับจำเลยว่าจะเป็นผู้ให้กู้โดยยังไม่ได้กรอกชื่อผู้ให้กู้และได้ตกลงกันว่าจะกรอกข้อความเกี่ยวกับการชำระเงินกู้คืนในภายหลัง การเขียนข้อความกำหนดเวลาชำระเงินกู้ในสัญญากู้เป็นการเพิ่มเติมข้อความในเอกสารโดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,773 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ลงชื่อไว้ในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 1 หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ จะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวบังคับให้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้ จึงจะฟ้องบังคับคดีได้โดยมิได้บังคับว่าต้องระบุชื่อผู้ให้กู้และผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วย เมื่อจำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้แล้วย่อมฟ้องร้องบังคับคดีได้ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์หรือไม่ จำเลยนำสืบว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องใช้เงิน 70,000 บาท จำเลยปรึกษากับนางไพรวัลย์ อิมะนันทน์ นางไพรวัลย์บอกว่าจะไปขอยืมจากนางจันทร์นวล แรมวัน และนางฉวีวรรณศรีพันธ์วงค์ โดยให้จำเลยเขียนสัญญากู้เงินโดยเว้นช่องผู้ให้กู้และกำหนดเวลาชำระเงินคืนไว้ แต่ในที่สุดจำเลยไม่ได้กู้เงินนั้น เห็นว่า จำเลยยอมรับว่า มีความจำเป็นต้องใช้เงิน 70,000 บาท จึงขอให้นางไพรวัลย์ซึ่งเป็นอาหารแหล่งกู้เงินให้ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยได้ลงชื่อไว้ในสัญญากู้เงินโดยระบุว่ากู้เงินไป 70,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 หากจำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงินแล้ว จำเลยคงไม่ลงชื่อไว้ในสัญญากู้เงิน ซึ่งจำเลยเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์ มีการศึกษา ย่อมรู้ดีว่าการลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินมีผลให้ตนต้องผูกพันที่ต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปแล้วจำนวน 70,000 บาท แม้จำเลยต่อสู้ว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินโดยเว้นช่องผู้ให้กู้และกำหนดเวลาชำระเงินคืนไว้ก็ตามและโจทก์ได้ลงชื่อในช่องผู้ให้กู้รวมทั้งกรอกข้อความในเอกสารโดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยนั้นเห็นว่า ในปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 มิได้บังคับให้ผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วย เมื่อผู้ใดเป็นผู้ให้กู้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะลงชื่อเพื่อเป็นหลักฐานในการนำคดีมาฟ้องร้องได้ ส่วนการกรอกข้อความกำหนดชำระเงินคืนนั้น ข้อความดังกล่าวจะระบุไว้หรือไม่ก็ตามก็หามีผลให้หลักฐานการฟ้องร้องที่สมบูรณ์อยู่แล้วและบังคับแก่จำเลยได้เสียไปไม่ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2106/2543 นาย วุฒิ กิจประเสริฐ โจทก์ นาง ศศิธร อิมะนันทน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย วุฒิ กิจประเสริฐ · จำเลย - นาง ศศิธร อิมะนันทน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล จันทร์สว่าง · วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 320/2482ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 2923/2525ฎีกา 1452/2511ฎีกา 552/2548ฎีกา 2776/2525ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 94/2474ฎีกา 272/2490ฎีกา 1897/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 1277/2493ฎีกา 1578/2493ฎีกา 1313/2515ฎีกา 8732/2549ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 2195/2533ฎีกา 794/2509ฎีกา 3055/2526ฎีกา 1896/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ