⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 243/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. สัญญาที่ผู้ว่าจ้างให้ผู้รับจ้างขนไม้จากที่เดิมไป โดยผู้รับจ้างมีหน้าที่เพียงเฝ้าไม้ไม่ให้สูญหาย และผู้ว่าจ้างสามารถมาขนไม้ไปได้เมื่อแจ้งให้ทราบ ถือเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ใช่สัญญาฝากทรัพย์ 2. สัญญาจ้างแรงงานที่กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ให้บังคับตามอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม

ย่อคำพิพากษา

เมื่อไม้กองอยู่ริมทางเดินห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 2 กิโลเมตร จำเลยมิได้ชักลากไม้มาเก็บรักษาไว้ในอารักขาของตน และตามสัญญาผู้ว่าจ้างอาจมาขนไม้จากที่เดิมไปเมื่อใดก็ได้เพียงแต่แจ้งให้ผู้รับจ้างทราบ แสดงว่าอำนาจการครอบครองไม้ยังคงอยู่แก่ผู้ว่าจ้างมิได้ส่งมอบให้แก่ผู้รับจ้างผู้รับจ้างคงมีหน้าที่เพียงเฝ้ามิให้ไม้สูญหายไปเท่านั้น ไม่ได้นำทรัพย์สินที่รับฝากมาเก็บรักษาไว้ในอารักขาของตน สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาฝากทรัพย์ แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อกฎหมายลักษณะจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม คือมีอายุความ 10 ปี.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.657 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.671

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นกรมในรัฐบาลนายชวลิต รักร่วม ป่าไม้อำเภอท่าแชะ จังหวัดชุมพรได้ตรวจพบไม้หวงห้ามแปรรูปหลายชนิดกองอยู่ริมถนนสายบ้านในรักษ์หมู่ที่ 9 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร จึงทำสัญญาจ้างจำเลยเป็นผู้ดูแลเฝ้ารักษาไม้ดังกล่าว ต่อมา ไม้ได้สูญหายไป จำเลยจึงต้องใช้ค่าปรับให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยชำระเงิน 162,693 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า นายชวลิตได้ทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยดูแลรักษาไม้โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบเลยว่าไม้ดังกล่าวอยู่ที่ใด มีจำนวนกี่ท่อน ปริมาตรเท่าใดและเป็นไม้ชนิดใด อีกทั้งมิได้ส่งมอบไม้ดังกล่าวให้แก่จำเลยด้วย สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับ นายชวลิตเป็นผู้นำไม้ส่วนที่สูญหายไปเองในขณะที่เจ้าพนักงานป่าไม้ทำการตรวจสอบไม้ จำเลยไม่ได้อยู่ด้วย คดีนี้ค่าเสียหายไม่เกิน45,530 บาท ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 162,693 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยโดยตลอดแล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายชวลิต รักร่วม ป่าไม้อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร กับจำเลยได้ทำสัญญาจ้างเฝ้ารักษาไม้ของกลางกันตามเอกสารหมาย จ.3 จริงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาประการแรกว่า สัญญาจ้างเฝ้ารักษาไม้ของกลางเอกสารหมายจ.3 เป็นสัญญาฝากทรัพย์หรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาเถียงว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาจ้างเฝ้ารักษาไม้ของกลางเอกสารหมาย จ.3 มีข้อกำหนดเป็นสาระสำคัญว่า ผู้ว่าจ้างตกลงให้ค่าจ้างแก่ผู้รับจ้างเฝ้ารักษาไม้ของกลางตามบัญชีท้ายสัญญาเป็นอัตราลูกบาศก์เมตรละ 10 บาท นับแต่วันทำสัญญา (วันที่ 5 พฤศจิกายน2527) เป็นต้นไปจนกว่าผู้ว่าจ้างจะรับไม้ของกลางคืน หากสิ่งซึ่งได้รับจ้างเฝ้ารักษาขาดหายหรือเป็นอันตรายไปจากบัญชีท้ายสัญญาผู้รับจ้างให้ผู้ว่าจ้างปรับไหมเป็นเงินลูกบาศก์เมตรละ 1,800 บาทตามจำนวนที่สูญหายหรือเป็นอันตรายไป และข้อ 4 มีข้อกำหนดว่า"ในระหว่างเวลาที่ผู้รับจ้างรับผิดชอบเฝ้ารักษาไม้ของกลางตามสัญญา ผู้จ้างอาจขนไม้ของกลางที่ผู้รับจ้างเฝ้ารักษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปจากที่เดิมในเวลาใด ๆ ก็ได้แต่ในกรณีเช่นนี้ผู้จ้างต้องแจ้งให้ผู้รับจ้างทราบและทำใบรับไม้ของกลางที่ขนไปนั้นทุกคราวไป และไม้หรือของป่าที่ผู้จ้างได้นำไปแล้วนั้นเป็นอันพ้นจากความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง" ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาจ้างเฝ้ารักษาไม้ของกลางเอกสารหมาย จ.3 แล้ว ไม้ของกลางอยู่ห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 2 กิโลเมตร โดยกองอยู่ริมทางเดินในหมู่บ้าน จำเลยมิได้ชักลากไม้ของกลางมาเก็บรักษาไว้ในอารักขาของจำเลยแต่ประการใด และตามรายละเอียดในสัญญาข้อ 4 ผู้ว่าจ้างอาจขนไม้ของกลางทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปจากที่เดิมในเวลาใด ๆก็ได้ แสดงว่าอำนาจการครอบครองไม้ของกลางยังอยู่แก่ผู้ว่าจ้างมิได้ส่งมอบไม้ของกลางให้แก่ผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างมีหน้าที่เฝ้ารักษามิให้ไม้ของกลางเป็นอันตรายหรือสูญหายไปเท่านั้น ไม่ได้นำทรัพย์สินที่รับฝากมาเก็บรักษาไว้ในอารักขาของตน สัญญาดังกล่าวจึงไม่เป็นสัญญาฝากทรัพย์ แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 685/2512 ระหว่าง กรมป่าไม้ กับพวก โจทก์ นายเกษียรตันติเสวี จำเลย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2519 ระหว่างกรมป่าไม้ โจทก์ นายการุณ โฆษิตสกุล จำเลย เมื่อกฎหมายลักษณะจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม คือมีอายุความ 10ปี โจทก์ทราบว่าไม้ของกลางสูญหายไป 66 ท่อน เมื่อวันที่ 25กรกฎาคม 2528 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2530จึงหาขาดอายุความไม่ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามสัญญาได้หรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใดจึงมีเหตุอันสมควรที่จะให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งให้บริบูรณ์ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ให้สิ้นกระแสความ" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาใหม่. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2536 กรมป่าไม้ โจทก์ นาย แดง กร แก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมป่าไม้ · จำเลย - นาย แดง กร แก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจริญ นิลเอสงฆ์ · สะสม สิริเจริญสุข · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 734/2516ฎีกา 273/2501ฎีกา 345/2520ฎีกา 2694/2535ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3350/2538ฎีกา 913/2538ฎีกา 5272/2544ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 557/2493ฎีกา 2891/2537ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2093/2532ฎีกา 1088/2533ฎีกา 2520/2544ฎีกา 3539/2536ฎีกา 1479/2526ฎีกา 1660/2518ฎีกา 1234/2508ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1748/2511ฎีกา 99/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ