⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 32/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 32/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์นำสืบเพียงคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ให้การว่าถูกจำเลยกระทำอนาจาร โดยไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำนั้น และไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ ย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยได้.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานกระทำอนาจาร โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความจึงไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายพยานโจทก์ปากอื่นเพียงเห็นจำเลยกับผู้เสียหายยืนอยู่ใกล้ประตูเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมสามีผู้เสียหายเห็นผู้เสียหายเปิดประตูด้านหน้าออกมาพร้อมกับจำเลย ขณะนั้นผู้เสียหายนุ่งผ้ากระโจมอก นอกจากนี้ มีดคัทเตอร์ ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยใช้เป็นอาวุธขู่บังคับผู้เสียหายให้ถอดเสื้อผ้าก็ไม่พบพยานหลักฐานโจทก์เพียงบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ให้การว่าผู้เสียหายถูกจำเลยใช้มีดคัทเตอร์ บังคับให้ถอดเสื้อผ้าและใช้ผ้ามัดปากมัดมือผู้เสียหายไขว้หลังให้นอนคว่ำหน้าบนเตียงนอนจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยฐานอนาจารได้ จำเลยรู้จักกับผู้เสียหาย และจำเลยเข้าไปในอาคารที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายยินยอม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ใบมีดโกน ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ศาลย่อมไม่มีอำนาจริบ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.278 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา กระทำอนาจารผู้เสียหาย และบุกรุก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 278, 364, 365, 91, 80, 33พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2525 มาตรา 3 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530 มาตรา 4 ริบของกลางและนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1500/2532คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3180/2532 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่2879/2533 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธแต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364, 365(1)(3), 278 เป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษข้อหากระทำอนาจารตามมาตรา 278 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 3 ปี ริบมีดโกนของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3180/2532, 2879/2533, 3701/2533 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาฐานบุกรุกและกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365(1)(3), 278 ด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจาร โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความ จึงไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหาย คงมีแต่นายวิเชียร ณรงค์เลิศธงไชยสามีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อพยานเคาะประตูด้านหลังเรียกผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่เปิดประตูรับพยานจึงปืนดูที่ช่องกระจกเหนือประตู เห็นผู้เสียหายกับจำเลยยืนอยู่ใกล้ประตูด้านหน้า พยานเข้าใจว่าเป็นคนร้ายจึงรีบไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจจากปากคำของนายวิเชียรจึงฟังไม่ได้ว่านายวิเชียรเห็นผู้เสียหายถูกจำเลยกระทำอนาจารและได้ความจากสิบตำรวจโทพนม แสงนิล พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยว่า เมื่อสิบตำรวจโทพนมไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมกับนายวิเชียรได้เห็นผู้เสียหายเปิดประตูด้านหน้าออกมาพร้อมกับจำเลยขณะนั้นผู้เสียหายนุ่งผ้ากระโจมอก นอกจากนี้มีดคัทเตอร์ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยใช้เป็นอาวุธขู่บังคับให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าก็ไม่พบ พยานหลักฐานโจทก์เพียงบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ให้การว่าผู้เสียหายถูกจำเลยใช้มีดคัทเตอร์บังคับให้ถอดเสื้อผ้าและใช้ผ้ามัดปากมัดมือผู้เสียหายไขว้หลัง ให้นอนคว่ำหน้าบนเตียงนอน จึงไม่มีน้าหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารได้ ส่วนความผิดฐานบุกรุกนั้น เห็นว่า เมื่อนายวิเชียรพาสิบตำรวจโทพนมไปจับกุมจำเลย ผู้เสียหายได้ไขกุญแจประตูด้านหน้าให้จำเลยออกมา ข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าจำเลยได้เข้ามาทางประตูด้านหลัง ซึ่งหลุดและเปิดออกได้จึงไม่น่าเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะหากจำเลยบุกรุกเข้าไปในห้องทางประตูด้านหลังจำเลยก็น่าจะหลบหนีออกทางประตูด้านหลังได้โดยไม่ต้องรอให้ผู้เสียหายไขกุญแจประตูด้านหน้า รูปคดีน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยรู้จักกับผู้เสียหายและจำเลยเข้าไปในอาคารที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายยินยอมจำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหาฐานบุกรุกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่งสำหรับใบมีดโกนของกลางนั้นข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ศาลไม่มีอำนาจริบที่ศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาให้ริบของกลางจึงมิชอบ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์". ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 32/2536 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย สม คะเต ค้ำจุน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย สม คะเต ค้ำจุน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล สระฏัน · เจริญ นิลเอสงฆ์ · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1554/2521ฎีกา 7958/2555ฎีกา 2437/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1149/2536ฎีกา 531/2510ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 1979/2521ฎีกา 3604/2533ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ