⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3238/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3238/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หากศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดบทหนึ่งถึงที่สุดแล้ว สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยในความผิดอีกบทหนึ่งซึ่งเป็นความผิดอันเดียวกันนั้นเป็นอันระงับไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินและใบรับเงินแล้วใช้เอกสารปลอมดังกล่าวแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของโจทก์ร่วม เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินบางส่วนของโจทก์ร่วมไป แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตามแต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยได้ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป โดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารปลอมที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั่นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอก จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงินดังกล่าว และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) ที่โจทก์ฎีกาว่าการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นการกระทำในเวลาต่างกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมกันนั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวระงับไปแล้วฎีกาของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,265, 268, 91 จำเลยให้การว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 768/2531 ของศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา สหกรณ์ออมทรัพย์ครูน่าน จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ประกอบด้วยมาตรา 265 รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปีรวม จำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับข้อเท็จจริงเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม (เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5) เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานยักยอกซึ่งมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธิจะฟ้องจำเลยจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)จำเลยคงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม(เอกสารหมาย จ.6) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่งเพียงกระทงเดียว ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้จัดการของโจทก์ร่วม จำเลยได้ถอนเงินของโจทก์ร่วม โดยซื้อตั๋วแลกเงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขาน่านรวม 3 ครั้ง เพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยยักยอกเงินไปบางส่วนส่วนที่เหลือจึงนำไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วม เมื่อเจ้าหนี้ของโจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้ ก็จะออกใบรับเงินให้แก่จำเลย จำเลยปลอมเอกสารทั้งหมดดังกล่าวและใช้เอกสารปลอมแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของโจทก์ร่วม สำหรับความผิดฐานยักยอกโจทก์ได้ฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษจำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยปลอมใบเสร็จรับเงินกับใบรับเงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว(เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5) นั้น ก็โดยเจตนาเพื่อให้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยได้รับเงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัดสาขาน่าน และได้ส่งเงินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้วทั้งนี้ เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินบางส่วนของโจทก์ร่วมไป แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยได้ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปโดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารปลอมที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั่นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอกจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงินดังกล่าวและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) ที่โจทก์ฎีกาว่าการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นการปลอมและใช้ในเวลาต่างกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมกันนั้นเห็นว่าเมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวกับความผิดข้อหายักยอกซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหายักยอกและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยคดีถึงที่สุดโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมในคดีนี้อีกฎีกาของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดี เพราะไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ จึงไม่วินิจฉัยฎีกาโจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3238/2536 พนักงานอัยการ จังหวัด น่าน โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ สหกรณ์ออมทรัพย์ ครู น่าน จำกัด โจทก์ นาง บุญ ธรรม อา ยะวรรณา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด น่าน · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - สหกรณ์ออมทรัพย์ ครู น่าน จำกัด · จำเลย - นาง บุญ ธรรม อา ยะวรรณา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 1656/2512ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2766/2546ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา