คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เสียหายและภริยาซึ่งรู้จักกับจำเลยและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระชากสร้อยคอไป ถือเป็นพยานหลักฐานที่มั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง
ย่อคำพิพากษา
ผู้เสียหายกับภริยาต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระชากสร้อยคอผู้เสียหายไป ผู้เสียหายและภริยาต่างรู้จักกับจำเลย มีบ้านอยู่ในซอยเดียวกัน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน หลังเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งความ พาเจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุ และตามจับจำเลยได้ พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยกระชากสร้อยคอผู้เสียหายจริง.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ได้ร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำ 1 เส้น ราคา 5,000 บาท ของนายนิคม สุขอ่วมผู้เสียหายไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 83และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 จำคุก 1 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและข้อนำสืบในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วันจำเลยต้องขังมาพอแก่โทษแล้วจึงให้ปล่อยตัวไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 83 จำเลยอายุไม่เกินยี่สิบปีแต่ไม่เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ วางโทษจำคุก 10 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำที่ยังไม่ได้คืนเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้จากข้อนำสืบของโจทก์จำเลยว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2533 เวลา 23นาฬิกาเศษ นายนิคม สุขอ่วม ผู้เสียหายได้ถูกจำเลยชกที่บริเวณใบหน้าและถูกนายอ้อมเตะที่บริเวณไหล่ขวา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าก่อนที่จำเลยจะชกผู้เสียหาย จำเลยกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทราคา 5,000 บาท จากคอผู้เสียหายไปหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีผู้เสียหายและนางนิภาภริยาผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าขณะเกิดเหตุพยานทั้งสองเดินกลับเข้ามาในซอยเพชรเกษม 31 ได้ประมาณ100 เมตร จำเลยเข้ามาทางด้านหลังกระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายผู้เสียหายหันไปมอง เห็นสร้อยคอทองคำขาดติดมือจำเลยไปทั้งเส้นจำเลยชกผู้เสียหาย 1 ที นายอ้อมเข้าเตะผู้เสียหาย 1 ที นางนิภาต่อว่าจำเลยว่า คนรู้จักกันทำไม่ทำอย่างนี้ สิบตำรวจตรีเกรียงไกรเปลี่ยนเดช เบิกความว่า คืนเกิดเหตุ พยานพบผู้เสียหายกับภริยาที่สถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ผู้เสียหายกับภริยาแจ้งว่าถูกจำเลยกับพวกกระชากสร้อย แล้วพาพยานไปที่เกิดเหตุ พยานสอบถามที่อยู่ของจำเลยและลักษณะการแต่งกายของจำเลย และได้ติดตามจับจำเลยได้ในพงหญ้า เมื่อพยานพาจำเลยมาที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายกับภริยาต่างยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระชากสร้อยคอผู้เสียหายไป เห็นว่าทั้งผู้เสียหายและภริยาต่างรู้จักกันกับจำเลย มีบ้านอยู่ในซอยเดียวกันผู้เสียหายและภริยาต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งสร้างเรื่องปรักปรำจำเลยเพื่อให้ได้รับโทษ หลังเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายและภริยาเดินแยกกับจำเลยเข้าบ้านแล้ว ผู้เสียหายก็ไปแจ้งความ พาเจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุและตามจับจำเลยได้ พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยกระชากสร้อยคอผู้เสียหายไปในคืนเกิดเหตุตามฟ้องจริงที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความแตกต่างกันในหลาย ๆ กรณี ศาลฎีกาไม่ควรรับฟังพยานโจทก์นั้น เห็นว่า ข้อแตกต่างที่จำเลยอ้างถึงนั้นเป็นเรื่องปลีกย่อยไม่มีน้ำหนักพอจะทำให้พยานโจทก์เสียไปศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2536
พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์
นาย บรรเทา รุ่ง รส จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย บรรเทา รุ่ง รส |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ