คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4370/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นเจตนาลวง และจำเลยให้การว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว ถือว่าสละความเป็นเจ้าของแล้ว การที่โจทก์อยู่ต่อมาเป็นเพียงอาศัยสิทธิของจำเลย ไม่ได้ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองหรือไม่
ย่อคำพิพากษา
คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์จำเลยแสดงเจตนาลวงทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างกัน หาได้กล่าวอ้างว่าโจทก์จำเลยทำนิติกรรมซื้อขายกันจริง และหลังจากทำนิติกรรมซื้อขายกันแล้วโจทก์ได้ครอบครองที่ดิน-พิพาทและสิ่งปลูกสร้างอย่างเป็นเจ้าของ จึงได้สิทธิครอบครองไม่ แม้จำเลยให้การว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างให้จำเลย ถือว่าสละความเป็นเจ้าของแล้วการที่โจทก์อยู่ต่อมาเป็นเพียงอาศัยสิทธิของจำเลยไม่ได้สิทธิครอบครอง ก็เป็นเพียงกล่าวถึงผลของการที่โจทก์จำเลยซื้อขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่าหลังจากโจทก์ขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยแล้ว โจทก์ได้สิทธิครอบ-ครองที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างหรือไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายประมวล บุญวิจิตร · จำเลย - นายนพ ภูมิชัยศักดิ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวลิต พรายภู่ · ตัน เวทไว · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายปกรณ์ วงศาโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายชูชาติ ศรีแสง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา