⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4614/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4614/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท และไม่มีสิทธิขอรับค่าขึ้นศาลดังกล่าวคืนได้ แม้ศาลจะมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้เงินแก่โจทก์จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จำเลยทั้งสามผู้เป็นโจทก์ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 150 วรรคสองประกอบตาราง 1(1)(ก) ค่าขึ้นศาลเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งกฎหมายบังคับให้คู่ความที่ยื่นคำฟ้อง ฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฎีกาจะต้องเสียในขณะยื่นคำฟ้องนั้น ส่วนการคืนค่าขึ้นศาลแก่คู่ความ ศาลจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกากับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลในการยื่นอุทธรณ์และฎีกานั้น เป็นเงินคนละส่วนกัน การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นผลให้จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวที่วางไว้ในการยื่นอุทธรณ์และฎีกาคืนจากศาลชั้นต้นได้ ส่วนค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสามต้องเสียในการยื่นอุทธรณ์และฎีกานั้น ไม่อยู่ในบังคับของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 ที่ศาลจะคืนให้ได้ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.151 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.229 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 10,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 500,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 8,394,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยและใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 300,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความรวม 300,000 บาท ในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสามได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน 568,071.66 บาท และในชั้นฎีกาจำเลยทั้งสามได้วางเงินค่าทนายความทั้งสองศาลที่ต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 300,040 บาท ต่อศาลชั้นต้นเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งคืนเงินทั้งสองจำนวนแก่จำเลยทั้งสามตามคำแถลงของจำเลยทั้งสามแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 จำเลยทั้งสามยื่นคำแถลงขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยทั้งสามวางในการยื่นอุทธรณ์ฎีกา(หมายถึงค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ฎีกา) แก่จำเลยทั้งสามด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสามได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่วางไว้เพื่อใช้แก่โจทก์คืนไปจากศาลครบถ้วนแล้ว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยทั้งสามวางไว้ในการยื่นอุทธรณ์ฎีกาครั้งละสองแสนบาทนั้น เป็นค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ฎีกาซึ่งตกเป็นของแผ่นดิน จำเลยไม่มีสิทธิขอรับคืน ให้ยกคำแถลง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้เงินจำนวน 11 ล้านบาทเศษ แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยทั้งสามใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 8 ล้านบาทเศษจำเลยทั้งสามฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งจำเลยทั้งสามผู้เป็นโจทก์ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 150 วรรคสอง ประกอบตาราง 1(1)(ก) ซึ่งจำเลยทั้งสามได้เสียมาศาลละ 200,000 บาทแล้ว ค่าขึ้นศาลจึงเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งกฎหมายบังคับให้คู่ความที่ยื่นคำฟ้อง ฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฎีกาจะต้องเสียในขณะยื่นคำฟ้องนั้น ส่วนการคืนค่าขึ้นศาลแก่คู่ความนั้น ศาลจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าศาลไม่ยอมรับอุทธรณ์หรือฎีกา หรือศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์หรือฎีกาโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ให้ศาลมีคำสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด ส่วนการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งในการยื่นอุทธรณ์ฎีกานั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ซึ่งมาตรา 247 บัญญัติให้นำมาใช้ในชั้นฎีกาด้วยโดยอนุโลม ได้บัญญัติไว้ว่า การอุทธรณ์นั้นและผู้อุทธรณ์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ฯลฯ จึงเห็นได้ว่าค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกา กับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลในการยื่นอุทธรณ์ฎีกานั้นเป็นเงินคนละส่วนกัน การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นผลให้จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอรับเงินจำนวนดังกล่าวที่วางไว้ในการยื่นอุทธรณ์ฎีกาคืนจากศาลชั้นต้นได้ส่วนค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสามต้องเสียในการยื่นอุทธรณ์ฎีกานั้นไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 ที่ศาลจะคืนให้ได้ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืน..." พิพากษายืน ค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4614/2536 จ่าสิบตำรวจ สมบัติ คำ พุฒ โจทก์ บริษัท ที ซี-มัยซิน อุตสาหกรรม จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - จ่าสิบตำรวจ สมบัติ คำ พุฒ · จำเลย - บริษัท ที ซี-มัยซิน อุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 1022/2551ฎีกา 5272/2544ฎีกา 1398/2493ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 3589/2525ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 581/2502ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1959/2529ฎีกา 3803/2538ฎีกา 189/2540ฎีกา 352/2498ฎีกา 946/2550ฎีกา 4185/2547ฎีกา 1077/2532ฎีกา 1746/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา