⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5018/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5018/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมซึ่งมีรายได้ประจำปีเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา อาจตั้งผู้จัดการทรัพย์ในการประกอบกิจการแทนการสั่งขายทอดตลาดได้

ย่อคำพิพากษา

รถตัดและเครื่องชั่งที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดนั้นจำเลยใช้ในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมของจำเลยซึ่งทำรายได้ประจำปีเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงสมควรตั้งผู้จัดการทรัพย์ในการประกอบกิจการแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.307

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยยอมชำระหนี้ 600,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยวิธีผ่อนชำระเป็นงวด หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดให้บังคับคดีได้ ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยหลายรายการ รวมทั้งรถตักยี่ห้อโคมัสสุหมายเลขเครื่อง บี 248 หมายเลขตัวถัง 136-105 และเครื่องชั่งหมายเลข 24214 2010025 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องว่า ขอให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ได้ความตามที่จำเลยผู้ร้องขอจัดการทรัพย์นำสืบและโจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้นำสืบแก้ว่าจำเลยได้ใช้รถตักและเครื่องชั่งที่โจทก์นำยึดเพื่อขายทอดตลาดประกอบกิจการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งจำเลยได้ให้นางสาวชม้อยทรายสถิตย์ น้องสาวของจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการ มีรายได้เดือนละ150,000 บาท และสามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้อย่างน้อยเดือนละ5,000 บาท คดีมีปัญหาว่า สมควรตั้งผู้จัดการทรัพย์หรือการประกอบกิจการตามที่จำเลยร้องขอแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 307 บัญญัติให้อำนาจศาลในการมีคำสั่งในกรณีดังกล่าวซึ่งมุ่งที่จะคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้มีโอกาสชำระหนี้โดยไม่จำต้องขายทรัพย์สินอันสามารถทำรายได้ให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไปคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปีในต้นเงิน 530,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน และได้ความจากการนำสืบของจำเลยว่า ระหว่างถูกยึดทรัพย์จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์แล้วรวม 100,000 บาทเศษ จึงน่าเชื่อว่ารายได้จากการประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจำเลยอาจเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ตั้งผู้จัดการทรัพย์ในการประกอบกิจการแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 307 ดังกล่าวแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการทรัพย์ที่ยึดตามคำร้องเพื่อดำเนินกิจการแทนการขายทอดตลาด โดยให้จำเลยมอบเงินรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 100,000 บาท ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี หากจำเลยไม่ส่งมอบเงินรายได้ดังกล่าวภายในกำหนดแต่ละเดือนก็ให้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวต่อไป" ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5018/2536 สหกรณ์การเกษตร เชียง คาน จำกัด โจทก์ นางสาว สาลี่ ทราย สถิต ย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สหกรณ์การเกษตร เชียง คาน จำกัด · จำเลย - นางสาว สาลี่ ทราย สถิต ย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8178/2538ฎีกา 1753/2543ฎีกา 2191/2535ฎีกา 3431/2536ฎีกา 9136/2544ฎีกา 3801/2551ฎีกา 5865/2538ฎีกา 7754/2538ฎีกา 2466/2549ฎีกา 6063/2537ฎีกา 5370/2543ฎีกา 43/2523ฎีกา 9336/2542ฎีกา 2034/2548ฎีกา 1150/2537ฎีกา 3423/2541ฎีกา 881/2534ฎีกา 829/2550ฎีกา 3752/2533ฎีกา 3729/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ