คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนับโทษต่อจากโทษในคดีอื่นตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) จะกระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเลยกระทำผิดหลายกรรมในคดีเดียวกัน หรือคดีที่เกี่ยวพันกันจนมีการรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันเท่านั้น หากเป็นคดีที่แยกต่างหากจากกันโดยสิ้นเชิง จะไม่สามารถนับโทษต่อกันเกินกว่า 50 ปีได้
ย่อคำพิพากษา
การนับโทษต่อจากโทษในคดีอื่นได้ไม่เกิน 50 ปี ตามป.อ. มาตรา 91 (3) นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยกระทำผิดหลายกรรมและถูกฟ้องเป็นคดีเดียวกัน หรือในกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดี และเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันจนศาลได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน คดีที่เกี่ยวพันกันซึ่งโจทก์ควรจะฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกัน หรือควรจะมีการรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่โจทก์กลับแยกฟ้องเป็นหลายคดี และไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่สำหรับคดีนี้และคดีอื่นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อกันนั้น แต่ละคดีมีวันเวลาสถานที่เกิดเหตุและผู้เสียหายต่างกันเป็นคดีที่ไม่เกี่ยวพันกัน ไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ จึงนับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองติดต่อกันเกินกว่า 50 ปีได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายสมศักดิ์หรือวันชาติหรือป้อม · กับพวก - เผื่อนอาษา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมาน เวทวินิจ · จิระ บุญพจนสุนทร · สมิทธิ์ วราอุบล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายบุญเจือ รัตนสมบัติ · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยศ นิสภัครกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา