⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2381/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2381/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การชั้นสอบสวนสามารถรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อลงโทษจำเลยได้ แม้พยานจะเบิกความแตกต่างในชั้นพิจารณาเพื่อช่วยเหลือจำเลยก็ตาม หากคำให้การชั้นสอบสวนนั้นสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นและไม่มีเหตุอันควรสงสัย

ย่อคำพิพากษา

ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การพยานชั้นสอบสวนประกอบพยานหลักฐานอื่น ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีลงโทษจำเลย ก. ให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยเป็นคนฆ่าผู้ตาย แม้ต่อมาจะเบิกความต่อศาลในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนเพื่อเป็นการช่วยเหลือจำเลยก็ตาม แต่คำให้การชั้นสอบสวนของ ก.สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของ ต. ประจักษ์พยานอีกปากหนึ่งที่โจทก์ไม่ได้ตัวมาเป็นพยาน ทั้ง ก. และ ต. ให้การหลังเกิดเหตุทันทีโดยไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อช่วยเหลือหรือปรักปรำผู้หนึ่งผู้ใด ดังนั้น คำให้การชั้นสอบสวนจึงสามารถรับฟังได้เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาทั้งชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้จริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.236 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ,72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นลงโทษจำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืน จำคุก 2 ปีฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสองซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกอีก 1 ปี รวมลงโทษจำคุก 18 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีมีเหตุบรรเทาโทษปรานีลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงเหลือโทษจำคุกทั้งสิ้น 13 ปี 6 เดือน ริบกระสุนปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง)เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสองอันเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุก 17 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงเหลือโทษจำคุก12 ปี 9 เดือน ริบกระสุนปืนของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้บทที่ลงโทษจาก มาตรา 72 วรรคหนึ่ง เป็นมาตรา 72 วรรคสามและแก้โทษจากจำคุก 2 ปี เป็นจำคุก 1 ปี เป็นการแก้ไขมาก แต่ยังคงลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ส่วนข้อหาพาอาวุธปืนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 วรรคหนึ่งศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้อหาความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวคงรับวินิจฉัยให้เพียงข้อเดียวว่า จำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายหรือไม่โจทก์มีจ่าสิบเอกกอบพร กระแสเศวต เป็นประจักษ์พยานสำคัญแต่ประจักษ์พยานโจทก์ปากนี้เบิกความแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนโดยเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานนั่งประจำที่คนขับในรถยนต์ ผู้ตายนั่งอยู่ด้านหลังพยาน ขณะที่พยานกำลังจะเคลื่อนรถ พยานทำไฟแช็กตกไปที่พื้นรถจึงก้มลงเก็บมีรถจักรยานยนต์แล่นเข้ามาจอดใกล้รถของพยาน ผู้ตายเปิดประตูรถออกไปมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดพยานจึงหมอบลง เมื่อสิ้นเสียงปืนก็ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์แล่นออกไป พยานเปิดประตูรถออกไปพบผู้ตายถูกยิง ไม่ทราบว่าใครเป็นคนร้ายที่ยิงผู้ตาย แต่ในชั้นสอบสวนจ่าสิบเอกกอบพรให้การยืนยันต่อพันตำรวจโทชัชวาลย์ สุขสมจิตต์ พนักงานสอบสวนในคืนเกิดเหตุว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 4-5 นัด ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 ขณะทำการสอบสวนพันตำรวจโทชัชวาลย์ได้นำภาพถ่ายของจำเลยซึ่งเคยถูกจับกุมในข้อหาซ่องโจรเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน2529 มาให้พยานดู พยานดูภาพถ่ายหมาย จ.4 แล้วยืนยันว่าเป็นภาพถ่ายของจำเลยจริง นอกจากจ่าสิบเอกกอบพรแล้วโจทก์ยังมีพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยและผู้ตายอีกหลายปากโดยเฉพาะนายกรีฑาหรือต้อ ตี่คะกุล เป็นพยานปากหนึ่งซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด แต่โจทก์ไม่สามารถนำตัวพยานปากนี้มาเบิกความต่อศาลได้เนื่องจากหาตัวไม่พบ โจทก์จึงส่งคำให้การชั้นสอบสวนของนายกรีฑาหรือต้อเป็นพยาน โดยมีพันตำรวจโทชัชวาลย์มาเบิกความยืนยันว่าได้สอบสวนพยานปากนี้ไว้จริง ตามบันทึกคำให้การของนายกรีฑาหรือต้อเอกสารหมาย จ.9 ศาลฎีกาเห็นว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจ่าสิบเอกกอบพรและนายกรีฑาหรือต้อพยานโจทก์สอดคล้องตรงกันและได้ให้การภายหลังเกิดเหตุทันทีโดยไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อช่วยเหลือหรือปรักปรำผู้หนึ่งผู้ใด เชื่อว่าได้ให้การไปตามความจริงตามที่ได้รู้ได้เห็นโดยไม่มีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงได้บันทึกและให้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐานการที่จ่าสิบเอกกอบพรประจักษ์พยานโจทก์มาเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นคนร้ายที่ยิงผู้ตายก็คงเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด ศาลฎีกาเชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจ่าสิบเอกกอบพรเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา และเห็นว่าคำให้การชั้นสอบสวนไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไม่ให้รับฟังประกอบเป็นข้อพิจารณาของศาลประการใด เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดี เช่น จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.7 โดยโจทก์มีนายดาบตำรวจสมานบัวสมบัติ ผู้จับกุมจำเลยมาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยให้การรับสารภาพจริง ไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกทำร้ายร่างกายหรือบังคับขู่เข็ญให้ให้การรับสารภาพแต่อย่างใด เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนางวนิดา เกเนอร์ น้องสาวผู้ตายว่า คืนเกิดเหตุจ่าสิบเอกกอบพรและร้อยตรีกมล อ่องแสงคุณ เพื่อนของผู้ตายไปบอกพยานว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง คดีฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาฆ่าผู้ตายมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2381/2537 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย สม ชาย หรือ ค่อม ประดับทรัพย์ศ รี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย สม ชาย หรือ ค่อม ประดับทรัพย์ศ รี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสิทธิ์ แสนศิริ · สมภพ โชติกวณิชย์ · ทวิช กำเนิดเพ็ชร์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 185/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1638/2492ฎีกา 1148/2534ฎีกา 551/2514ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 203/2511ฎีกา 2724/2519ฎีกา 2632/2529ฎีกา 47/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ