⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 257/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินอันเป็นสาระสำคัญของสัญญา ทำให้สัญญานั้นเป็นโมฆียะ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยซื้อที่ดินโดยหลงเชื่อตามที่โจทก์ฉ้อฉลว่าที่ดินติดถนนสาธารณะ ไม่มีที่ดินแปลงอื่นคั่นอยู่ ความจริงที่ดินมิได้อยู่ติดถนนสาธารณะ ถือว่าจำเลยแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะซื้อ ทำให้สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆียะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.157 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 168, 163324,163325, 163326, 149687, 149688, 159168, 159170,159172, 52109 และ 159167 แขวงประเวศ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร ซึ่งติดต่อเป็นผืนเดียวกันแก่จำเลย โดยจำเลยเข้าใจว่าที่ดินอยู่ติดถนนอ่อนนุช หลังจากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันแล้ว โจทก์ชี้แนวเขตที่ดินให้จำเลยถมดินและทำรั้วแต่ชี้แนวเขตไม่ติดถนนอ่อนนุช จำเลยจึงทราบว่าที่ดินพิพาทไม่ติดถนนอ่อนนุช และถือเป็นมูลเหตุฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระนครใต้ ในข้อหาฉ้อโกง ศาลฎีกาพิพากษาว่าโจทก์กระทำผิดฐานฉ้อโกงโดยได้วินิจฉัยว่า จำเลยเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยสำคัญผิดว่าเป็นที่ดินอยู่ติดถนนอ่อนนุชดังนี้โจทก์เห็นว่าเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์และไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 11 แปลง คืนโจทก์ จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยกับบริวารรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมแล้วส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 11 แปลง คืนโจทก์หากจำเลยไม่ไปให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยแทน จำเลยให้การว่า ได้ซื้อที่ดินพิพาททั้ง 11 แปลง จากโจทก์โดยโจทก์ทำกลฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยหลงเชื่อรับซื้อที่ดินพิพาทในราคาสูงกว่าที่เป็นจริงในขณะนั้น สัญญาซื้อขายที่จำเลยกระทำเพราะถูกโจทก์หลอกลวงนั้นไม่ถึงขั้นตกเป็นโมฆะคงเป็นเพียงโมฆียะเท่านั้น คู่สัญญาฝ่ายที่มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมได้แก่จำเลยฝ่ายเดียว กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้ง 11 แปลง โอนมาเป็นของจำเลยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์คืนและไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เหตุที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนที่ดินพิพาท 11 แปลง แก่โจทก์โดยอ้างว่าเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยเป็นโมฆะสืบเนื่องมาจากจำเลยฟ้องโจทก์ฐานฉ้อโกงในการที่โจทก์หลอกลวงจำเลยว่า ที่ดินพิพาทอยู่ติดถนนอ่อนนุช ทำให้จำเลยเข้าทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์โดยสำคัญผิด คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาลงโทษโจทก์ เห็นว่า การที่จำเลยซื้อที่ดินพิพาทโดยหลงเชื่อตามที่โจทก์ฉ้อฉลว่าที่ดินพิพาทติดถนนอ่อนนุชไม่มีที่ดินแปลงอื่นคั่นอยู่ซึ่งความจริงที่ดินพิพาทมิได้อยู่ติดถนนอ่อนนุชถือว่าจำเลยแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะซื้อทำให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆียะซึ่งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายมีสิทธิบอกล้างได้บอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทต่อโจทก์อันจะเป็นผลให้นิติกรรมเป็นโมฆะแต่แรกซึ่งคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมที่โจทก์อ้างว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะเพราะเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงไม่อาจรับฟังได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2537 นาย เผื่อ น แก้ว น้อย โจทก์ นาย มา นิตย์ ภาคย วงศ์ ฯ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เผื่อ น แก้ว น้อย · จำเลย - นาย มา นิตย์ ภาคย วงศ์ ฯ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ บุนนาค · อากาศ บำรุงชีพ · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6177/2538ฎีกา 1215/2509ฎีกา 8839/2549ฎีกา 2275/2526ฎีกา 1981/2511ฎีกา 1310-1311/2538ฎีกา 488/2534ฎีกา 2243/2517ฎีกา 2543/2526ฎีกา 969/2536ฎีกา 5466/2539ฎีกา 568/2541ฎีกา 480/2489ฎีกา 1101/2480ฎีกา 2719/2527ฎีกา 1556/2500ฎีกา 2086/2526ฎีกา 775/2525ฎีกา 777/2534ฎีกา 543/2490ฎีกา 2530/2537ฎีกา 6144/2539ฎีกา 704/2545ฎีกา 740/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา