คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3388/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานรับของโจรซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน แม้จะกระทำต่อทรัพย์สินหลายรายการในคราวเดียวกัน ก็ถือเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว การที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดนั้นแล้ว จะนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดเดียวกันอีกไม่ได้ เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไป
ย่อคำพิพากษา
จำเลยรับของโจรรถจักรยานยนต์ 2 คัน ไว้ในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว การที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นแต่ละคดีตามจำนวนรถจักรยานยนต์เป็น 2 คดี เมื่อได้ความว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งเป็นคดีนี้อีกเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตามประมวล-กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · จำเลย - นายพงษ์ยุทธ บุญประคอง กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมชาย รังสิกรรพุม · สังเวียน รัตนมุง · ชลอ บุณยเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นางสาวอรุณี วีระรัศมี · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายสุรวิทย์ หิรัญคำ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา