⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 356/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณา และไม่มีผู้ใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ภายในกำหนดเวลาอันกฎหมายกำหนด ให้ถือว่าสิทธิในการดำเนินคดีแทนสิ้นสุดลง และการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจนั้นเป็นโมฆะ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมขณะคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยไม่มีผู้ใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ผู้มรณะภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมจนกระทั่งได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความฟังแล้วถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายจำเลยที่ 2จะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แล้ว ทนายจำเลยที่ 2จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนอีกต่อไป ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาหลังจากที่หมดอำนาจแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.828

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 476,160 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ต่อไป จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยทั้งสามไม่เคยให้คนงานเข้าไปตักดินลูกรังในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 476,160 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าหลังจากทนายจำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2531 แล้ว ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม2532 จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โดยไม่มีการร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมจนกระทั่งได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความฟังในวันที่ 12 กรกฎาคม 2534 จึงถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายจำเลยที่ 2 จะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828แล้ว ทนายจำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2 ต่อไปเมื่อปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาคดีนี้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม2534 อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่ทนายจำเลยที่ 2 หมดอำนาจแล้วฎีกาเฉพาะของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2537 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว่องวานิช ที่ดิน และ เคหะ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประสงค์ ทรานสปอร์ต กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว่องวานิช ที่ดิน และ เคหะ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประสงค์ ทรานสปอร์ต กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสิทธิ์ แสนศิริ · นิเวศน์ คำผอง · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5919/2533ฎีกา 1748/2511ฎีกา 8404/2556ฎีกา 2454/2517ฎีกา 5241/2537ฎีกา 1994/2524ฎีกา 2232/2567ฎีกา 2183/2518ฎีกา 8824/2568ฎีกา 6121/2550ฎีกา 1324/2505ฎีกา 1036/2487ฎีกา 3297/2547ฎีกา 963/2493ฎีกา 1281/2501ฎีกา 4620/2536ฎีกา 2115/2517ฎีกา 278/2490ฎีกา 2701/2519ฎีกา 1635/2520ฎีกา 789/2550ฎีกา 2726/2517ฎีกา 2071-2074/2550ฎีกา 896/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ