⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 445/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มิได้มีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์สินแต่กระทำไปเพื่ออวดหรือคะนองโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือชิงทรัพย์ แต่หากการกระทำนั้นเป็นการจำกัดเสรีภาพของผู้อื่น ก็อาจเป็นความผิดฐานอื่นได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้มีดจี้ผู้เสียหายและดึงสร้อยคอจากคอผู้เสียหายเมื่อผู้เสียหายส่งเสียงดัง จำเลยก็พูดว่าไม่ต้องร้อง คืนสร้อยให้แล้ว แล้วจำเลยคืนสร้อยให้ผู้เสียหายไปทั้งจำเลยให้การชั้นสอบสวนว่าเหตุที่กระทำผิดเนื่องจากอยากลองและนึกสนุก แสดงว่าจำเลยกระทำโดยมิได้มีความประสงค์ต่อทรัพย์ที่แท้จริงแต่เพื่ออวดในทางที่ผิดด้วยความโง่เขลาตามประสาวัยรุ่น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339วรรคสอง, 83, 371, 91 และริบอาวุธมีดของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 371 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานชิงทรัพย์ ให้วางโทษจำคุก 12 ปี ความผิดฐานพาอาวุธให้ปรับ 90 บาท รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 90 บาท ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก8 ปี และปรับ 60 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบมีดของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายสองคนใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายแล้วดึงเอาสร้อยคอทองคำจากคอผู้เสียหายไป และเมื่อผู้เสียหายส่งเสียงดังคนร้ายก็คืนสร้อยคอทองคำดังกล่าวให้แล้ววิ่งหนี เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในที่เกิดเหตุ และยึดมีดของกลางได้จากที่เกิดเหตุคดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำการดังกล่าวและมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีเพียงคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย และคำรับชั้นจับกุมกับชั้นสอบสวนของจำเลย แต่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและผู้สอบสวนล้วนแต่เป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุใด ๆ กับจำเลยมาก่อน การทำร้ายจำเลยเพื่อปักปรำดังที่จำเลยอ้างจึงขาดเหตุผลสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังเชื่อถือหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ลงมือกระทำการด้วยไม่ผิดตัวนั้น ได้ให้เหตุผลไว้โดยละเอียดแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่สำหรับปัญหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้เสียหายมิได้มาเบิกความยืนยันในชั้นพิจารณาแต่จากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเอกสารหมาย จ.2 จำเลยเป็นผู้คืนสร้อยคอทองคำให้ผู้เสียหายเองเมื่อผู้เสียหายเพียงแต่ร้อง "ว้าย" โดยจำเลยพูดว่า "ไม่ต้องร้อง...ไม่ต้องร้อง... คืนสร้อยให้แล้ว...คืนสร้อยให้แล้ว" ซึ่งหากจำเลยประสงค์ในตัวทรัพย์จริง ก็ไม่น่าที่จะต้องคืนทรัพย์ให้และพูดจาในเชิงปลอบผู้เสียหาย จำเลยน่าที่จะวิ่งหนีไปพร้อมสร้อยที่ชิงได้มากกว่า และจากคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย จ.8 จำเลยได้ตอบคำถามของพนักงานสอบสวนที่ถามถึงเหตุที่กระทำผิดว่า "เนื่องจากข้าฯ อยากลองและนึกสนุก" อันเป็นลักษณะของวัยรุ่นที่โง่เขลาหลงผิด ชอบอวดเก่งในทางที่ไม่เรียบร้อยประกอบกับฐานะครอบครัวจำเลยนั้น มีผู้ปกครองที่มีอาชีพมั่นคงโดยทั้งบิดาและมารดาเป็นข้าราชการระดับ 6 ทั้งคู่ ฐานะการเงินไม่ขัดสนเดือดร้อนดังนี้ เมื่อประมวลเหตุทั้งหมดแล้วน่าเชื่อว่าจำเลยกระทำโดยมิได้มีความประสงค์ต่อทรัพย์ที่แท้จริง หากเป็นการกระทำเพื่อแสดงออกซึ่งเป็นการอวดในทางที่ผิดด้วยความโง่เขลาตามประสาวัยรุ่นที่อยู่ในวัยคะนอง จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ที่จำเลยร่วมกับพวกใช้มีดจี้ขู่เข็ญผู้เสียหายเป็นความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพโดยใช้อาวุธซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยได้ตามที่พิจารณาได้ความ" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง และมาตรา 371 จำเลยอายุไม่เกินยี่สิบปีลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสามแล้วความผิดตามมาตรา 309 วรรคสองลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี และปรับ 6,000 บาท ความผิดตามมาตรา 371 ปรับ 60 บาท รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี และปรับ 6,060 บาท คำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล จึงลดโทษให้อีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี และปรับ 4,040 บาท จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อนกระทำผิดครั้งแรกนี้ด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาและคึกคะนอง ประกอบกับสิ่งแวดล้อมและสภาพครอบครัวจำเลยดี มีโอกาสที่จำเลยจะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ จึงเห็นควรปรานีจำเลยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนดสามปีโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2537 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย วรรัตน์หรือบวรรัตน์ ธัมมทินโน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย วรรัตน์หรือบวรรัตน์ ธัมมทินโน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย วิมลเศรษฐ · พัลลภ พิศิษฐ์สังฆการ · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 213/2554ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ