⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5611/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5611/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดอาญาแล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลอาญาได้วินิจฉัยในคดีอาญานั้น ย่อมผูกพันคู่ความในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น

ย่อคำพิพากษา

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งคดีอาญาโจทก์เป็นผู้เสียหาย และจำเลยเป็นจำเลย ในการพิจารณาคดีแพ่งจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ว่า จำเลยขับรถโดยประมาททำให้โจทก์ได้รับอันตรายจำเลยจะโต้เถียงว่าไม่ได้ประมาทเลินเล่ออีกไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยชนรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขับโจทก์ที่ 2 นั่งมาด้วย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บและรถเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 42,225 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ 1 ขับรถฝ่าสัญญาณจราจรไฟสีแดงตัดหน้ารถที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องสูงกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 5,325 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนโจทก์ที่ 2 ว่า ในการพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่คำพิพากษาส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยที่ 1จะต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ เห็นว่าคดีในส่วนโจทก์ที่ 2กับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ที่ 2 เป็นผู้เสียหายและจำเลยที่ 1เป็นจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9252/2531 ของศาลแขวงธนบุรีในการพิจารณาคดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาที่ฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ประมาททำให้โจทก์ที่ 2ได้รับบาดเจ็บจริงดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา และในสำนวนคดีอาญาดังกล่าวศาลมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์ประมาท เป็นแต่วินิจฉัยข้อเท็จจริง เพื่อใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเลยที่ 1เท่านั้น ฉะนั้นจำเลยทั้งสองจะโต้เถียงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ โจทก์ที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวไม่ได้ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5611/2537 ร้อยตำรวจเอก เฉลิม ชัย กาญจนบุรานนท์ กับพวก โจทก์ นาย น ที บูรณะ ศิลป กิจ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้อยตำรวจเอก เฉลิม ชัย กาญจนบุรานนท์ กับพวก · จำเลย - นาย น ที บูรณะ ศิลป กิจ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ สิทธิลักษณ์ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1144-1146/2553ฎีกา 7032/2559ฎีกา 175/2520ฎีกา 1065/2499ฎีกา 2584/2527ฎีกา 9203/2554ฎีกา 6235/2551ฎีกา 7/2491ฎีกา 758/2519ฎีกา 1730/2520ฎีกา 7223/2540ฎีกา 1351/2567ฎีกา 2731/2522ฎีกา 4209/2533ฎีกา 728/2512ฎีกา 1552/2524ฎีกา 3813/2535ฎีกา 417/2533ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2532/2538ฎีกา 5677/2555ฎีกา 1917/2559ฎีกา 5735/2538ฎีกา 481/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ