⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 875/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยื่นคำให้การของจำเลยร่วมก่อนครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การได้ และศาลอนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วม ถือเป็นการใช้สิทธิของจำเลยที่มีอยู่ขณะร้องสอด และต้องรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้พิจารณา

ย่อคำพิพากษา

จำเลยร่วมยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมพร้อมยื่นคำให้การมาก่อนที่จะครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การได้ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วมได้ จึงต้องถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิของจำเลยที่มีอยู่ในขณะที่ตนร้องสอด ไม่อาจถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ขณะที่ร้องสอดเข้ามาเมื่อปรากฎต่อมาว่าจำเลยมิได้ยื่นคำให้การ จึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยร่วมเป็นไปในทางที่ขัดสิทธิของจำเลยเดิม ดังนั้นการยื่นคำให้การของจำเลยร่วมจึงไม่เป็นการใช้สิทธิที่ขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 58 วรรคสอง ศาลต้องรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้พิจารณา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.58

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำนวน 1,050,000 บาท และให้จำเลยที่ 2ในฐานะผู้จำนองที่ดินเป็นประกันร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างศาลชั้นต้นออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อแก้คดี นางเอมอร บุญมี ยื่นคำร้องลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2530ขอเข้าเป็นจำเลยร่วม และได้ยื่นคำให้การเข้ามาด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันอนุญาตให้นางเอมอรเข้าเป็นจำเลยร่วมและในวันที่ 11 ธันวาคม 2530 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับให้การของจำเลยร่วม เพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยร่วมฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยทั้งสองกรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฎิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นคำคู่ความตลอดจนคำสั่งหรือคำพิพากษาในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบจำเลยร่วมจะฎีกาต่อมามิได้ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยร่วม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปตามรูปคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วเห็นว่าจำเลยร่วมมีฐานะเสมอด้วยจำเลยที่ 2 และมีสิทธิต่อสู้คดีได้เพียงเท่าที่จำเลยที่ 2มีอยู่เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำให้การ จึงมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยร่วม จำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยร่วมได้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมพร้อมกับยื่นคำให้การมาก่อนที่จะครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การได้ และศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วมได้ โดยมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยทั้งสองก่อน แม้ต่อมาศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องที่จำเลยร่วมร้องสอดเข้ามาใหม่ เพราะในที่สุดศาลชั้นต้นก็อนุญาตให้ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบนั้นเป็นความผิดพลาดของศาลชั้นต้น มิใช่ความผิดของผู้ร้องสอด จึงจะนำกระบวนพิจารณาที่ต้องดำเนินใหม่มาวินิจฉัยในทางที่จะทำให้เป็นที่เสื่อมสิทธิของคู่ความมิได้กรณียังต้องถือว่าผู้ร้องสอดได้ยื่นคำให้การเข้ามาในคดีก่อนครบกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องยื่นคำให้การ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดที่ได้เป็นคู่ความตามอนุมาตรา 2 แห่งมาตราก่อน ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในชั้นพิจารณาเมื่อตนร้องสอด และห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นนั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิม" เมื่อขณะที่จำเลยร่วมร้องสอดและยื่นคำให้การมานั้น ยังไม่พ้นกำหนดเวลาที่จำเลยจะยื่นคำให้การได้เช่นนี้ กรณีก็ต้องถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิตามสิทธิของจำเลยที่มีอยู่ในขณะที่ตนร้องสอด ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ขณะร้องสอดเข้ามา ส่วนข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยร่วมจะเป็นการขัดแย้งกับสิทธิของจำเลยหรือไม่นั้น ในเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า จำเลยมิได้ยื่นคำให้การจึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยร่วมเป็นไปในทางที่ขัดสิทธิของจำเลยเดิมดังนั้นการยื่นคำให้การของจำเลยร่วมดังกล่าวจึงไม่เป็นการใช้สิทธิที่ขัดกับบทบัญญัติมาตรา 58 วรรคสอง ศาลต้องรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้พิจารณา คำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้รับคำให้การจำเลยร่วม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2537 นาง ผ่องพิศ เศาภายน โจทก์ นาง สมบัติ ไชย มงคล กับพวก จำเลย จำเลยร่วม จำเลย นาง เอมอร บุญ มี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ผ่องพิศ เศาภายน · จำเลย - นาง สมบัติ ไชย มงคล กับพวก · จำเลย - จำเลยร่วม · จำเลย - นาง เอมอร บุญ มี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · ปรีชา เฉลิมวณิชย์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 943/2513ฎีกา 3819/2540ฎีกา 1096/2511ฎีกา 3077/2524ฎีกา 2421/2541ฎีกา 1623/2525ฎีกา 4632/2554ฎีกา 166/2506ฎีกา 996/2549ฎีกา 917/2493ฎีกา 460/2534ฎีกา 1015/2538ฎีกา 1070/2531ฎีกา 7336/2540ฎีกา 2019/2533ฎีกา 797/2515ฎีกา 1050/2493ฎีกา 1048/2523ฎีกา 2485/2533ฎีกา 97/2538ฎีกา 1089/2506ฎีกา 662/2498ฎีกา 989/2501ฎีกา 8654/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา