คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2166/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยอมรับเช็คจำนวนหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนกับเช็คพิพาท และผู้เสียหายได้นำเช็คที่รับมาไปเรียกเก็บเงินแล้ว ถือเป็นการยอมความ ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในเช็คพิพาทระงับไปตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
การที่ผู้เสียหายยอมรับเช็คจำนวน 25 ฉบับ เป็นการแลกเปลี่ยนกับเช็คพิพาท โดยยอมคืนเช็คพิพาทแก่จำเลยที่ 1 แต่ยังไม่อาจคืนให้ในขณะรับเช็ค25 ฉบับ และผู้เสียหายนำเช็คบางฉบับของจำนวน 25 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินแล้วแสดงว่าผู้เสียหายตกลงเข้าถือสิทธิตามเช็คดังกล่าวและสละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใด ๆ ที่มีอยู่ในเช็คพิพาทอีกต่อไป รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาเอากับจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คด้วย ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็คดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการยอมความกัน ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับเช็คพิพาทระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
การที่ผู้เสียหายไม่ได้รับเงินตามเช็คจำนวน 25 ฉบับ ตามข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็ค ไม่ทำให้สิทธิดำเนินคดีอาญาในเช็คพิพาทซึ่งระงับไปแล้วเปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้เสียหายสามารถที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ออกเช็คจำนวน 25 ฉบับ เป็นคดีใหม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · ร.อุดมพาร์ทเซ็นเตอร์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด · จำเลย - กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ · สุทธิ นิชโรจน์ · สุชาติ ถาวรวงษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงตลิ่งชัน - นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมชาย จุลนิติ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา