คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่คู่สมรสตกลงหย่าโดยระบุว่าไม่มีทรัพย์สิน แต่ต่อมาฝ่ายหนึ่งทราบว่ามีสินสมรสที่ตนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามกฎหมาย ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสได้ แม้จะอ้างว่านิติกรรมหย่าเป็นโมฆียะแล้วศาลฟังไม่ได้ก็ตาม
2. ในการแบ่งสินสมรส ศาลย่อมพิพากษาให้แบ่งแก่ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากันตามกฎหมาย และหากมีข้อขัดข้องในการบังคับคดีให้ดำเนินการตามบทกฎหมายว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม
ย่อคำพิพากษา
การที่โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบข้อตกลงหย่าว่า "เรื่องทรัพย์สินไม่มี" แต่ต่อมาภายหลังจดทะเบียนหย่าแล้วโจทก์ทราบว่ามีสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิจะแบ่งได้ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่ง แม้โจทก์จะตั้งสิทธิเรียกร้องในการขอแบ่งว่านิติกรรมหย่าเป็นโมฆียะ และคดีฟังไม่ได้ว่า ข้อตกลงหย่าเป็นโมฆียะก็ตาม
ในการแบ่งสินสมรสศาลย่อมพิพากษาให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 ที่ศาลล่างพิพากษาให้จดทะเบียนโอนหุ้นให้โจทก์ครึ่งหุ้นนั้น แม้จะไม่อาจแบ่งแยกหุ้นออกเป็นครึ่งหุ้นได้ก็ตาม แต่ในการบังคับตามคำพิพากษาในกรณีเช่นนี้เป็นการฟ้องขอแบ่งสินสมรสซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวม ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 เว้นแต่ศาลจะพิพากษาเป็นอย่างอื่น เมื่อศาลมิได้พิพากษาเป็นอย่างอื่น หากมีข้อขัดข้องในชั้นบังคับคดีก็ต้องดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางถนอมจิตต์ (ศรีเฟื่องฟุ้ง) · ระนอง - ณ · จำเลย - นายชัยคีรี ศรีเฟื่องฟุ้ง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายไพบูลย์ ถิรรุ่งเรือง · ศาลอุทธรณ์ - นายสวรรค์ ศักดารักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา