⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6314/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6314/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง ต้องกล่าวถึงเหตุที่ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียดชัดแจ้งทั้งสองประการ

ย่อคำพิพากษา

คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสองนั้น จะต้องกล่าวถึงเหตุที่ขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยละเอียดชัดแจ้งทั้งสองประการ แต่คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยกล่าวแต่เพียงเหตุที่จำเลยขาดนัด ไม่ได้กล่าวคัดค้านถึงเนื้อหาแห่งคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นเพื่อแสดงว่าตนอาจชนะคดีได้อย่างไรบ้าง แม้จำเลยจะอ้างว่า โจทก์มิได้นำ อ. กรรมการของโจทก์ที่มีอำนาจทำนิติกรรมใด ๆ แทนโจทก์มาเบิกความ คงมีแต่ บ. ผู้ช่วยผู้จัดการด้านสินเชื่อซึ่งมิใช่พนักงานบัญชีเพียงผู้เดียวมาเบิกความ ทั้งมิได้นำเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองถึงความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทฯ จึงฟังไม่ได้ว่า อ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และเป็นผู้แต่งตั้งทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็หาใช่เป็นการคัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นอันจะทำให้จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายชนะคดีหากมีการพิจารณาใหม่ไม่ คำขอของจำเลยจึงไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง ที่จะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินตามสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,749,095.87 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,749,095.87 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับถัดวันฟ้องจนกว่าได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระก็ให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดใช้หนี้ หากได้เงินไม่พอใช้หนี้จึงให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองใช้หนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท วันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอ ขอให้พิจารณาใหม่ วันที่ 13 กรกฎาคม 2536 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่แล้วยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำขอให้พิจารณาใหม่นั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง บังคับให้คู่ความต้องกล่าวถึงเหตุที่ขาดนัดประการหนึ่ง และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลอีกประการหนึ่ง โดยละเอียดและชัดแจ้งทั้งสองประการ แต่คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 กล่าวแต่เหตุที่จำเลยที่ 2 ขาดนัดประการเดียว ส่วนข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลแสดงว่าขาดนัดพิจารณาและศาลได้มีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 ซึ่งเป็นบทวางหลักไว้เฉพาะให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทกันเท่านั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 แพ้ในประเด็นที่พิพาทไว้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินโดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้กล่าวคัดค้านถึงเนื้อหาแห่งคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นดังกล่าวที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทไว้เลย ทั้งนี้เพื่อแสดงว่าตนอาจชนะคดีได้อย่างไรบ้าง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า โจทก์มิได้นำนายอมรกรรมการของโจทก์ที่มีอำนาจทำนิติกรรมใด ๆ แทนโจทก์มาเบิกความ คงมีแต่นายบุญเลิศผู้ช่วยผู้จัดการด้านสินเชื่อ ซึ่งมิใช่พนักงานบัญชีเพียงผู้เดียวมาเบิกความเป็นพยานถึงเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เพียงใด ทั้งมิได้นำเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองถึงความถูกต้องแท้จริงของหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จึงฟังไม่ได้ว่านายอมรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และเป็นผู้แต่งตั้งทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้จริง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็หาใช่เป็นการคัดค้านในเนื้อหาแห่งคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นอันจะทำให้จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายชนะคดีหากมีการพิจารณาใหม่ไม่ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง ที่จะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ได้ และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6314/2538 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์ นายจิระ มังคลรังษี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด · จำเลย - นายจิระ มังคลรังษี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีระจิต ไชยาคำ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายอำนาจ เย็นยิ่ง · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายกมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 95/2534ฎีกา 396/2536ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 1633/2532ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 2152/2536ฎีกา 1108/2535ฎีกา 3909/2535ฎีกา 125/2511ฎีกา 177/2538ฎีกา 3290/2525ฎีกา 5105/2528ฎีกา 324/2503ฎีกา 5011/2532ฎีกา 1546/2514ฎีกา 9502/2544ฎีกา 76/2523ฎีกา 4041/2542ฎีกา 3934/2530ฎีกา 5768/2534ฎีกา 1323/2530ฎีกา 925/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา