⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8429/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบอกล้างโมฆียะกรรมมีผลทำให้สัญญากลายเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย เว้นแต่จะมีการฟ้องแย้งหรือคำขอให้ชำระดอกเบี้ย.

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้แม้โจทก์จำเลยจะมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาในส่วนที่ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับค่าเสียหายและดอกเบี้ยต่อมานั้น ไม่อาจทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้ได้ถึงที่สุดแล้ว โจทก์จะยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษานั้นได้ถึงที่สุดแล้วหาได้ไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อยินยอมโอนที่ดินให้แก่จำเลย อันเป็นการทำกลฉ้อฉลต่อโจทก์ดังนั้นสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นโมฆียะกรรม เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนถือได้ว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวแล้ว สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก อันมีผลทำให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 138 วรรคท้าย เดิมจำเลยจะต้องโอนที่ดินพิพาทกลับคืนให้แก่โจทก์และโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าที่ดินซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยไปแล้วทั้งหมดแก่จำเลยและในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมซึ่งเป็นเงินจำนวนหนึ่งนั้น ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย และคดีนี้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งหรือมีคำขอให้โจทก์ต้องรับผิดคืนค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ย ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าที่ดินที่โจทก์จะต้องคืนแก่จำเลยด้วย ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเกิดจากกลฉ้อฉลของจำเลย มิได้ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้หรือใช้สิทธิเลิกสัญญาอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้อีกส่วนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 213 วรรคท้าย และ มาตรา 391 วรรคท้าย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆียะ และโจทก์ได้บอกล้างแล้ว ถือได้ว่าตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ซึ่งมีผลเสมือนหนึ่งว่ามิได้ทำนิติกรรมต่อกันมาแต่ต้น และทำให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 138 วรรคท้ายเดิม ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวนี้กำหนดให้มีการได้รับค่าเสียหายชดใช้แทนก็แต่เฉพาะกรณีที่การจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมดังกล่าวเป็น การพ้นวิสัยเท่านั้น ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.138 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.176 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2532 จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยมีฐานะทางการเงินดี หากโจทก์ตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8448 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรีเฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ 63 ตารางวา พร้อมปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ให้จำเลยในราคา 5,200,000 บาท แล้ว จำเลยสามารถชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ โจทก์หลงเชื่อจึงทำสัญญากับจำเลย และจำเลยวางเงินมัดจำให้โจทก์เป็นเงิน300,000 บาท แท้จริงแล้วจำเลยมีฐานะทางการเงินไม่ดีไม่สามารถชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ได้ หากโจทก์รู้ความจริงก็จะไม่ทำสัญญากับจำเลย ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2533 จำเลยหลอกลวงโจทก์อีกว่า จำเลยมีความประสงค์จะนำที่ดินที่ตำลงซื้อจากโจทก์ไปขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อปลูกทำเป็นภัตตาคาร ต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างอีกมาก หากโจทก์ตกลงยกเลิกสัญญาเดิมกับจำเลยและทำสัญญาใหม่ให้จำเลยเป็นผู้จะซื้อที่ดินเพียงอย่างเดียวโจทก์ก็จะได้รับเงินค่าที่ดินเร็วขึ้นโจทก์หลงเชื่อจึงยอมยกเลิกสัญญาเดิมและทำสัญญาจะซื้อขายเฉพาะที่ดินกับจำเลยใหม่ในราคา 3,750,000 บาท จำเลยได้วางเงินมัดจำไว้ตามสัญญาเดิมแล้วเป็นเงิน 100,000 บาท และวางเงินมัดจำเพิ่มอีก 350,000 บาท เงินส่วนที่เหลือจะชำระให้เมื่อแบ่งแยกโฉนดและจดทะเบียนโอนให้จำเลยซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่มีเงินชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ และจำเลยไม่ได้ติดต่อกับธนาคาร หากโจทก์ทราบความจริงจะไม่ยอมยกเลิกสัญญาและทำสัญญาใหม่กับจำเลย เมื่อโจทก์แบ่งแยกโฉนดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จำเลยได้ชำระค่าที่ดินให้โจทก์อีก 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2533 จำเลยได้หลอกลวงโจทก์อีกว่าจำเลยได้ติดต่อธนาคารขอกู้เงินเพื่อชำระค่าที่ดินให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว หากโจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยก่อนเพื่อนำไปแสดงต่อธนาคารว่าจำเลยได้ชำระค่าที่ดินให้โจทก์ครบถ้วนแล้วจำเลยก็จะชำระเงินแก่โจทก์ 2,000,000 บาท ส่วนเงินที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระให้ในวันที่ 15 ตุลาคม 2533อันเป็นวันที่นัดกับธนาคาร หากธนาคารขัดข้อง จำเลยก็จะจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะหาเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 1,000,000 บาท ชำระแก่โจทก์แล้วจึงให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยอีกครั้งหนึ่ง โจทก์หลงเชื่อจึงยอมรับเงินค่าที่ดินจำนวน 2,000,000 บาท จากจำเลยพร้อมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยครั้นถึงวันนัดโจทก์ไปรอพบจำเลยที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี แต่ไม่พบจำเลยและเจ้าหน้าที่ธนาคาร จึงรู้ว่าถูกจำเลยหลอกลวงให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้จำเลยสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่มีผลบังคับ การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น1,000,000 บาท เมื่อหักกับเงินที่โจทก์รับจากจำเลยมาแล้วจำนวน 2,750,000 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยจะรับคืนไปจากโจทก์ จำนวน 1,750,000 บาท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8448 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2533 และให้ที่ดินโฉนดดังกล่าวกลับเป็นชื่อของโจทก์ตามเดิม ให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินสุทธิหลังจากหักค่าเสียหายแล้วจากโจทก์จำนวน 1,750,000 บาท จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ฉ้อฉลโจทก์ เมื่อจำเลยได้ตกลงจะซื้อที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากโจทก์แล้ว ปรากฎว่าเมื่อถึงกำหนดนัดเริ่มก่อสร้างในเดือนพฤศจิกายน 2532 โจทก์ผิดสัญญาไม่ลงมือก่อสร้าง โดยอ้างว่าวัสดุก่อสร้างขาดแคลนและมีราคาแพง และโจทก์เสนอขอเลิกสัญญาโดยอ้างว่าจะใช้พื้นที่ปลูกอาคารชุดโดยจะให้ค่าตอบแทนจำเลย หากยินยอมยกเลิกสัญญา แต่จำเลยไม่ยอมรับข้อเสนอโจทก์ โดยยืนยันให้โจทก์ปฎิบัติ ตามสัญญา แต่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาโดยไม่ลงมือปลูกสร้าง ซึ่งจะก่อความเสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงขอให้โจทก์โอนขายเฉพาะที่ดินตามสัญญาแก่จำเลย โดยจำเลยจะเป็นผู้ปลูกสร้างอาคารเองโจทก์ตกลงและทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกันตามจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ในสัญญาเดิมกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อได้ทำการแบ่งแยกโฉนดเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเมื่อรังวัดแบ่งแยกโฉนดแล้ว และนัดโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 12 ตุลาคม2533 จำเลย ชำระค่าที่ดินให้โจทก์จำนวน 2,000,000 บาทส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จะชำระในวันที่ 15ตุลาคม 2533 แต่เมื่อจำเลยรับโอนที่ดินมาแล้ว ปรากฎว่าเนื้อที่ตามโฉนดที่ดินขาดหายไม่ครบตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา จึงแจ้งให้โจทก์ทราบ และขอให้โจทก์ลดราคาที่ดินลงตามส่วนที่ขาดหาย แต่โจทก์ไม่ยินยอมจำเลยไม่ได้ฉ้อฉลโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8448 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2533ให้โจทก์คืนเงินจำนวน 2,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์อุทธรณ์ ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแถลงว่าครบกำหนดยื่นอุทธรณ์แล้ว จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คดีในส่วนที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 8448 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี ในระหว่างโจทก์จำเลย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2533จนถึงที่สุดแล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดในกรณีดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดียังไม่ถึงที่สุดออกหนังสือรับรองให้ตามคำขอไม่ได้ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยังอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นแม้เฉพาะแต่ในประเด็นเกี่ยวกับค่าเสียหายก็ไม่ทำให้คดีเสร็จสิ้นไปทั้งเรื่อง ผลของคดีจึงยังไม่ถึงที่สุด ไม่อาจออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดเฉพาะประเด็นตามคำขอของโจทก์ได้ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2533จึงต้องเสียดอกเบี้ยในเงินที่ต้องคืนจำเลย นับแต่วันดังกล่าวพิพากษาแก้เป็นว่า ทำให้โจทก์คืนเงินจำนวน 2,750,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 11ธันวาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8448 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี เนื้อที่ประมาณ1 ไร่ 1 งาน ตามภาพถ่ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2532 จำเลยได้ตกลงจะซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 63 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง รวม 3 คูหา จากโจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างอาคารดังกล่าว ในราคารวม 5,200,000 บาทต่อมาจำเลยขอซื้อเฉพาะที่ดินจากโจทก์อย่างเดียว โจทก์และจำเลยจึงตกลงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินใหม่เมื่อวันที่ 19เมษายน 2533 ในราคา 3,750,000 บาท กำหนดนัดโอนกันในวันที่ 12 ตุลาคม 2533 เมื่อถึงวันนัดจำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์ด้วยแคชเชียร์เช็คฉบับละ 1,000,000 บาท รวม 2 ฉบับ รวมเป็นเงินที่โจทก์รับไปจากจำเลยแล้วจำนวน 2,750,000 บาท ส่วนเงินที่เหลืออีก 1,000,000 บาท จำเลยจะชำระให้ในวันจันทร์ที่15 ตุลาคม 2533 โจทก์จึงจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดให้จำเลยไปก่อน โดยจำเลยจะนำโฉนดไปจำนองแก่ธนาคาร จำเลยได้ทำใบมอบอำนาจโอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวกลับคืน ปรากฎตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.17 มอบให้โจทก์ไว้ดำเนินการเอง แต่ปรากฎว่าจำเลยไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารมาชำระหนี้ค่าที่ดินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ได้ตามกำหนดและได้เอาโฉนดที่ดินไปจากเจ้าหน้าที่ด้วยโจทก์จึงไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาได้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าศาลชั้นต้นจะออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษาได้ถึงที่สุดแล้วในประเด็นตามคำแถลงของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า การขอใบสำคัญเพื่อแสดงว่าคำพิพากษาในคดีใดได้ถึงที่สุดแล้วนั้นต้องเป็นกรณีที่คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วโดยไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกากันอีกทั้งคดี สำหรับคดีนี้แม้โจทก์จำเลยจะมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาในส่วนที่ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับค่าเสียหายและดอกเบี้ยต่อมานั้น ไม่อาจทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องจึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้ได้ถึงที่สุดแล้วโจทก์จะยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษานั้นได้ถึงที่สุดแล้วหาได้ไม่ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่าโจทก์จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จะต้องคืนแก่จำเลยหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อยินยอมโอนที่ดินให้แก่จำเลยอันเป็นการทำกลฉ้อฉลต่อโจทก์ ดังนั้นสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นโมฆียะกรรม เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนถือได้ว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวแล้ว สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรกอันมีผลทำให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 วรรคท้าย เดิม(มาตรา 176 วรรคแรกที่แก้ไขใหม่) จำเลยจะต้องโอนที่ดินพิพาทกลับคืนให้แก่โจทก์และโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าที่ดินซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยไปแล้วทั้งหมดแก่จำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมซึ่งเป็นเงินจำนวนหนึ่งนั้น ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย และคดีนี้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งหรือมีคำขอให้โจทก์ต้องรับผิดคืนค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าที่ดินที่โจทก์จะต้องคืนแก่จำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเกิดจากกลฉ้อฉลของจำเลยมิได้ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้หรือใช้สิทธิเลิกสัญญาอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้อีกส่วนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213วรรคท้าย และ มาตรา 391 วรรคท้าย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆียะ และโจทก์ได้บอกล้างแล้วถือได้ว่าตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ซึ่งมีผลเสมือนหนึ่งว่ามิได้ทำนิติกรรมต่อกันมาแต่ต้น และทำให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 วรรคท้าย เดิม มาตรา 176 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่)ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวนี้กำหนดให้มีการได้รับค่าเสียหายชดใช้แทนก็แต่เฉพาะกรณีที่การจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมดังกล่าวเป็นการพ้นวิสัยเท่านั้น ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ตามฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในต้นเงินที่จะต้องคืนแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2538 นาย สุรินทร์ จันทร์ ชลอ โจทก์ นาย ฉัตรชัย รัก งาม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สุรินทร์ จันทร์ ชลอ · จำเลย - นาย ฉัตรชัย รัก งาม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัญ หัตถกรรม · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1649/2498ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519ฎีกา 1250/2517ฎีกา 7012/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา