⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5456/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5456/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลกำหนดให้ปิดหมายแทนการส่งโดยตรงเมื่อไม่มีผู้รับโดยชอบ ไม่ถือว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ หากได้ชำระค่าธรรมเนียมในการส่งแล้ว

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำแถลงของผู้ร้องว่าส่งให้โจทก์หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้นั้นจะถือว่าศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ด้วยหาได้ไม่กรณีเช่นนี้เพียงแต่ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ก็ถือว่าผู้ร้องได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์แล้วกรณีไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.70 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-7775 พระนครศรีอยุธยา อ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถบรรทุกดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องขอให้เพิกถอนการยึด โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 ว่าให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 5 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์วันที่ 17 กรกฎาคม 2538 เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ไม่ได้เพราะผู้จัดการโจทก์ไม่อยู่และไม่มีผู้รับแทน ศาลชั้นต้นสั่งว่า รอผู้ร้องแถลง วันที่20 กรกฎาคม 2538 ผู้ร้องยื่นคำแถลงว่าโจทก์ยังมีภูมิลำเนาตามคำร้องขอให้ส่งใหม่ หากส่งไม่ได้ขอให้ปิดหมายศาลชั้นต้นสั่งคำแถลงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 ว่า ส่งให้โจทก์ใหม่ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้ วันที่ 5 กันยายน 2538 เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องหรือผู้แทนผู้ร้องไม่มาเสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2538 ว่า เสนอศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง วันที่ 13 กันยายน 2538 ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ วันที่ 22 กันยายน 2538 ผู้ร้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องได้นำหมายต่อเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีแล้วตามภาพถ่ายหลักฐานท้ายคำแถลง ขอให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นได้ส่งคำแถลงดังกล่าวไปศาลอุทธรณ์ก่อนที่มีคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้อง ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ผู้ร้องเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 ว่า รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง สำเนาให้โจทก์ ให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 5 วัน นับแต่วันนี้ ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วันนับแต่วันส่งไม่ได้มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ คำสั่งดังกล่าวนี้ผู้ร้องได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วโดยจะเห็นได้จากการที่เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่17 กรกฎาคม 2538 ว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ไม่ได้เพราะผู้จัดการโจทก์ไม่อยู่และไม่มีผู้รับแทน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 ว่า รอผู้ร้องแถลง และผู้ร้องได้ยื่นคำแถลงในวันเดียวกันยืนยันว่า โจทก์ยังมีภูมิลำเนาตามคำร้องขอให้ส่งใหม่หากส่งไม่ได้ขอให้ปิดหมายและศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 ว่า ส่งให้โจทก์ใหม่ หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้ ซึ่งคำสั่งของศาลชั้นต้นในครั้งหลังนี้ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดให้ผู้ร้องนำส่งเหมือนกับที่สั่งรับอุทธรณ์ในครั้งแรก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสองก็บัญญัติแต่เพียงว่า "คำฟ้องนั้น ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่งส่วนการนำส่งนั้น โจทก์จะนำส่งหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ศาลจะสั่งให้โจทก์มีหน้าที่จัดการนำส่ง ถ้าศาลมิได้สั่งให้จัดการนำส่งด้วย ก็ให้คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง" ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำแถลงของผู้ร้องว่า ส่งให้โจทก์ใหม่หากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้นั้นจะถือว่าศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ด้วยหาได้ไม่กรณีเช่นนี้เพียงแต่ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งไปชำระแก่เจ้าหน้าที่ก็ถือได้ว่าผู้ร้องได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎตามคำแถลงของผู้ร้องว่าผู้ร้องได้นำเงินค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาอุทธรณ์ไปชำระแก่เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีโดยมีหลักฐานการรับเงินมาแสดง ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำแถลงของผู้ร้องกรณีก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ ชอบที่ศาลจะต้องไต่สวนเพื่อให้ได้ความจริงแน่ชัดเสียก่อนมีคำสั่ง" พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำแถลงของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2538แล้วมีคำสั่งใหม่ต่อไปตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5456/2539 บรรษัท เงินทุน อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำกัด โจทก์ นาย ชำนาญ ศรีดี ผู้ร้อง บริษัท ไทยเพียวแก๊ส จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บรรษัท เงินทุน อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำกัด · ผู้ร้อง - นาย ชำนาญ ศรีดี · จำเลย - บริษัท ไทยเพียวแก๊ส จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย สายเชื้อ · พิมล สมานิตย์ · กนก พรรณรักษา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1337/2533ฎีกา 7154/2551ฎีกา 866/2518ฎีกา 361/2539ฎีกา 1477/2500ฎีกา 469/2531ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1498/2548ฎีกา 861/2540ฎีกา 9203/2547ฎีกา 8337/2540ฎีกา 7201/2568ฎีกา 4470/2543ฎีกา 70/2518ฎีกา 581/2502ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1959/2529ฎีกา 7631/2552ฎีกา 3827/2542ฎีกา 3601/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ