คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5485/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่จำเลยตอบคำถามค้านว่าอาวุธปืนที่ใช้ยิงเป็นอาวุธปืนไม่มีทะเบียน ไม่ถือเป็นคำรับสารภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176
2. โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิด หากโจทก์ไม่สืบลงโทษจำเลยไม่ได้
3. ความผิดฐานพยายามฆ่ารวมการกระทำฐานทำร้ายร่างกายอยู่ด้วย ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสได้
ย่อคำพิพากษา
ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา174เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่และต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงการที่จำเลยตอบคำถามค้านว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงเป็นอาวุธปืนไม่มีทะเบียนจะถือเท่ากับว่าเป็นคำรับสารภาพตามมาตรา176หาได้ไม่เมื่อโจทก์ไม่สืบก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ความผิดฐานพยายามฆ่ารวมการกระทำฐานทำร้ายร่างกายอยู่ด้วยศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามที่พิจารณาได้ความได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ,72, 72 ทวิ
จำเลยให้การปฎิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295, 297(8) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 8 เดือนฐานพาอาวุธปืนไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก5 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 12 เดือน 40 วันข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์ และ จำเลย อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 232 เพียงแต่ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานแต่ไม่ได้ห้ามโจทก์ซักค้านจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยานเมื่อจำเลยตอบคำซักถามฝ่ายตนแล้ว โจทก์มีสิทธิซักค้านคาดคั้นเอาความจริงได้ และโจทก์ย่อมถือเอาประโยชน์จากการตอบคำซักค้านดังกล่าวนั้นได้ ที่จำเลยตอบคำซักค้านว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงนั้นเป็นอาวุธปืนไม่มีทะเบียน การตอบคำซักค้านเช่นนี้มีผลไม่ต่างไปจากคำให้การรับสารภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 แม้โจทก์ไม่นำสืบในข้อนี้ ศาลก็ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตได้ พิเคราะห์แล้ว ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ และต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริงที่จำเลยตอบคำถามค้านว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงนั้นเป็นอาวุธปืนไม่มีทะเบียน จะถือเท่ากับว่าเป็นคำรับสารภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 และฟังเอาเป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่สืบก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต่อไปที่ว่าศาลมีอำนาจพิพากษาว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยพยายามฆ่า แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยทำร้ายร่างกายได้รับอันตรายสาหัส ข้อเท็จจริงที่ปรากฎตามทางพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องศาลต้องพิพากษายกฟ้องนั้นพิเคราะห์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้ายบัญญัติว่า ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ซึ่งความผิดฐานพยายามฆ่านั้นรวมการกระทำฐานทำร้ายร่างกายอยู่ด้วยศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) ได้"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5485/2539
พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นาย อั้น วัยเพศ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย อั้น วัยเพศ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุระ หวังอ้อมกลาง · ปราโมทย์ ชพานนท์ · เสริม บุญทรงสันติกุล |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ