⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6160/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6160/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดกฎหมายหลายครั้งโดยแยกเป็นรายคันหรือรายเรื่อง ถือเป็นความผิดหลายกระทง แม้จะกระทำในเวลาต่อเนื่องกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ในการยื่นคำขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์แต่ละคันผู้ขอต้องยื่นแบบเรื่องราวขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์พร้อมเอกสารต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจคำขอและเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตพิจารณาแบบเรื่องราวสำหรับรถยนต์แต่ละคันแยกกันต่างหากเป็นราย ๆ ไป แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบหลักฐานได้พิจารณาคำขอพร้อมเอกสารต่าง ๆสำหรับรถยนต์แต่ละคันว่าหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถยนต์ถูกต้องตรงกันกับเอกสารหรือไม่ ในเวลาต่อเนื่องกันก็กระทำต่างกรรมต่างวาระกัน จึงเป็นความผิดหลายกระทงตามจำนวนเรื่องราวขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์แต่ละคัน มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันในแต่ละวัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 162, 264, 265, 268 ริบเอกสารปลอมของกลางนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6040/2532 และหมายเลขดำที่ 1438/2533 หมายเลขแดงที่ 7996/2539 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปีรวม 13 กระทง จำคุก 13 ปี นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7996/2534 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 13 กระทงจำคุก 13 ปี ริบเอกสารปลอมของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 กระทง รวมโทษจำคุกคนละ 8 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เคยไปติดต่อจดทะเบียนรถยนต์ที่กองทะเบียนกรมตำรวจ ส่วนจำเลยที่ 2 รับราชการตำรวจประจำแผนกทะเบียนรถยนต์กองทะเบียน กรมตำรวจได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานใบรับเงินและใบแจ้งจำหน่ายรถยนต์ของตัวแทนจำหน่ายที่นำมายื่นขอจดทะเบียนรถยนต์ต่อนายทะเบียนยานพาหนะกรุงเทพมหานครมีหน้าที่ทำเอกสาร ตรวจสอบเอกสาร รับเอกสารและกรอกข้อความลงในเอกสารแบบเรื่องราวขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์โดยต้องตรวจดูว่าหมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถังรถยนต์ในเอกสารดังกล่าวถูกต้องตรงกับบัญชีรับและจำหน่ายรถยนต์ที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ส่งมาให้ตรวจสอบ หากถูกต้องตรงกันจึงประทับตรายาง มีข้อความว่าบันทึกการตัดบัญชีรับและจำหน่ายแล้วลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ในเอกสารที่ตรวจสอบก่อนเสนอนายทะเบียนยานพาหนะกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาอนุญาตให้จดทะเบียนรถยนต์ต่อไป ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 รับราชการอยู่ที่แผนกดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบเรื่องราวขอจดทะเบียนรถยนต์โตโยต้าต่อเจ้าหน้าที่กองทะเบียน กรมตำรวจ โดยแสดงใบรับเงินและหนังสือแจ้งการจำหน่ายรถยนต์ของบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ใบเสร็จรับเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดโตโยต้าพระนครศรีอยุธยาและของห้างหุ้นส่วนจำกัดโตโยต้าสระบุรีเป็นหลักฐานประกอบแบบเรื่องราวขอจดทะเบียนรถยนต์รวม 13 คัน ตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.14 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับจดทะเบียนรถยนต์ให้แล้ว แต่ปรากฏภายหลังว่าเอกสารหมาย จ.2ถึง จ.14 เป็นเอกสารปลอมและหมายเลขเครื่องยนต์กับหมายเลขตัวถังรถยนต์ที่ระบุไว้ในเอกสารปลอมดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับบัญชีรับและจำหน่ายที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ส่งไว้ที่แผนกยานพาหนะหัวเมืองเพื่อให้ตรวจสอบ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2เป็นผู้ประทับตรายางและลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารหมาย จ.2ถึง จ.14 จริง มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า แบบเรื่องราวขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5กระทำในวันเดียวกันคือวันที่ 11 ธันวาคม 2530 แบบเรื่องราวขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7กระทำในวันเดียวกันคือวันที่ 21 ธันวาคม 2530 และแบบเรื่องราวขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์เอกสารหมาย จ.10 จ.11จ.12 และ จ.13 กระทำในวันเดียวกันคือวันที่ 12 มกราคม 2531เป็นการกระทำกรรมเดียวกันในแต่ละวันดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่าในการยื่นคำขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์แต่ละคันผู้ขอจะต้องยื่นแบบเรื่องราวขอจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถยนต์พร้อมเอกสารต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจคำขอและเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตพิจารณาแบบเรื่องราวสำหรับรถยนต์แต่ละคันแยกกันต่างหากเป็นราย ๆ ไป มิใช่ยื่นแบบเรื่องราวสำหรับรถยนต์หลายคันรวมกันมาในคำขอฉบับเดียวกันหรือเอกสารชุดเดียวกัน ดังนั้น จำเลยที่ 2ผู้รับคำขอคดีนี้จะต้องพิจารณาคำขอพร้อมเอกสารต่าง ๆ สำหรับรถยนต์แต่ละคันนั้นว่าหลักฐานเกี่ยวกับตัวรถยนต์ถูกต้องตรงกันกับเอกสารหรือไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะตรวจสอบหลักฐานในเวลาต่อเนื่องกันก็ตามจำเลยที่ 2 ก็กระทำต่างกรรมต่างวาระกันจึงเป็นความผิดอีก 8 กระทงรวมแล้วเป็นความผิด 13 กระทงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันในแต่ละวันและเป็นความผิดอีก3 กระทงรวมแล้วเป็นความผิด 8 กระทง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาโดยให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วยและให้รับโทษเพียง 8 กระทงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6160/2539 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย วรวงศ์หรือวรวงษ์ แว ดวง ทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย วรวงศ์หรือวรวงษ์ แว ดวง ทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมคิด ไตรโสรัส · พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519ฎีกา 4943/2567ฎีกา 1567/2535ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7958/2555ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 2047/2533ฎีกา 6847/2567ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 9797/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ