คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 649/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 237 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมนั้นเป็นจำเลย หากผู้ฟ้องขอให้จำหน่ายคดีของคู่กรณีฝ่ายหนึ่งออกไป ศาลจะพิจารณาพิพากษาตามคำขอไม่ได้ เพราะจะมีผลกระทบต่อบุคคลนอกคดี
ย่อคำพิพากษา
การฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นการฉ้อฉล ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 คนหนึ่ง รวมทั้งเจ้าหนี้อื่นของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมนั้น ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ มีผลให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา ศาลไม่อาจพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์ เพราะจะมีผลกระทบไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดลี้กำเซี้ย · จำเลย - บริษัทไวทเฮาซเทาเออ จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธวัชชัย พิทักษ์พล · สมาน เวทวินิจ · ชลอ บุณยเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย · ศาลอุทธรณ์ - นายวิชิน สุขนทีธรรม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา