คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 857/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ศาลในคดีแพ่งต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยไว้แล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46
ย่อคำพิพากษา
ก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญากล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ในที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทและต้นไม้เป็นของจำเลย การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยคดีนี้และให้ใช้ค่าต้นไม้ที่เสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อผลของคำพิพากษาคดีส่วนอาญาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทและต้นไม้เป็นของจำเลยและคดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว ศาลในคดีแพ่งจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสุรชัย พวงลำใย กับพวก · จำเลย - นายจรูญ เอี่ยมสำอางค์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ก้าน อันนานนท์ · อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · ชัยนาท พันตาวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมชาย จุลนิติ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา