⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2013/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2013/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่ทราบหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจริงอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย แม้ศาลได้อนุญาตให้ส่งหมายโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์แล้วก็ตาม ให้ถือว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา และมีเหตุสมควรให้พิจารณาคดีใหม่ได้

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทราบโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์โดยศาลชั้นต้นอนุญาตซึ่งอาจถือได้ว่าจำเลยทราบหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วตามกฎหมายแต่เมื่อพิจารณาพยานจำเลยที่ว่าในช่วงเวลาที่โจทก์ประกาศหนังสือพิมพ์นั้นจำเลยบวชชีประจำอยู่ที่วัดซึ่งอยู่ในหุบเขาจึงไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องจึงน่าเชื่อว่าจำเลยยังไม่ทราบหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจริงจำเลยจึงไม่ยื่นคำให้การต่อสู้คดีและในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้นจำเลยก็ไม่ได้มาศาลโดยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณากรณีจึงมีเหตุสมควรให้พิจารณาคดีใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.79 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.202 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.209

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางภาระจำยอมและให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 61653 ของจำเลยเป็นภารยทรัพย์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 61654 และเลขที่ 2206 ของโจทก์ทั้งสามหากจำเลยไม่ปฎิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาพิพากษาคดีไปฝ่ายเดียว โดยให้โจทก์ทั้งสามชนะคดี จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า เพิ่งทราบว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดี มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาและโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยอาศัยเดินเพียงอย่างเดียว และใช้มาไม่ถึง 10 ปี จึงไม่ได้ภารจำยอม และถ้าหากมีภาระจำยอมจริง ก็ไม่เกิน 1 เมตร ขอให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ และอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสามได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้แก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือได้ว่าจงใจขาดนัด และคดีนี้ศาลได้ออกคำบังคับเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2532 เมื่อจำเลยได้มายื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 11 ตุลาคม 2536 เกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้น ไต่สวน แล้ว มี คำสั่ง ยกคำร้อง จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลย ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม2532 โจทก์ทั้งสามได้ฟ้องจำเลยเรื่องให้เปิดทางภารจำยอมละเมิด โดยระบุภูมิลำเนาของจำเลยว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ 289 ถนนสุขุมวิท 71 ซอยพานิชอนันต์ แขวงคลองตัน เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากบ้านดังกล่าวปิดใส่กุญแจและไม่พบผู้ใด โจทก์จึงขอคัดสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยใหม่ปรากฎว่าจำเลยย้ายออกจากบ้านดังกล่าวโดยแจ้งว่าจะย้ายออกไปเข้าบ้านเลขที่ 40/1 บ้านเกษตรศิลป์ ตำบลหนองหารอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ได้ติดต่อสอบถามและขอคัดสำเนาทะเบียนบ้านใหม่ของจำเลย แต่เจ้าหน้าที่ทะเบียนอำเภอสันทรายแจ้งว่าจำเลยไม่ได้แจ้งย้ายเข้าในบ้านดังกล่าวโจทก์จึงแถลงต่อศาลว่าจำเลยมีภูมิลำเนาไม่แน่นอน ขอส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลยทราบโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ศาลชั้นต้นอนุญาต ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณาหรือไม่ในข้อนี้จำเลยนำสืบรับว่า จำเลยได้ย้ายภูมิลำเนา จากบ้านเลขที่ 289 ถนนสุขุมวิท 71 ซอยพานิชอนันต์ แขวงคลองตันเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตามที่โจทก์ระบุในฟ้อง โดยแจ้งว่าประสงค์จะย้ายออกไปเข้าบ้านเลขที่ 40/1 บ้านเกษตรศิลป์ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จริง แต่เนื่องจากเจ้าอาวาสวัดเชตุพลจังหวัดเชียงใหม่ ที่จำเลยมอบที่ดินให้ตั้งสำนักปฎิบัติธรรมดังกล่าวเพื่อขอติดตั้งเครื่องรับโทรศัพท์ จำเลยจึงยินยอมและมอบให้เจ้าอาวาสวัดเชตุพลดำเนินการ แล้วจำเลยพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในปี2531 จำเลยบวชชีประจำอยู่ที่วัดเขาสมโภช อำเภอชัยบาดาลจังหวัดลพบุรี ซึ่งอยู่ในหุบเขาและเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ประกาศหนังสือพิมพ์ให้จำเลยทราบคำฟ้องและหมายเรียกคดีนี้ ต่อมาจำเลยได้สึกจากบวชชี แล้วย้ายภูมิลำเนากลับมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 289 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่4 มกราคม 2537 ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.3 จำเลยจึงไม่ทราบว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โดยจำเลยมีพระครูศิริธรรมานุศาสตร์เจ้าอาวาสวัดเชตุพล จังหวัดเชียงใหม่ พระภิกษุผิว และพระภิกษุพงษ์สุธี ซึ่งประจำอยู่ที่วัดสมโภช เบิกความสนับสนุนความข้อนี้ เห็นว่า แม้โจทก์จะได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทราบโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์โดยศาลชั้นต้นอนุญาต ซึ่งอาจถือได้ว่าจำเลยทราบหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วตามกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาพยานจำเลยแล้ว น่าเชื่อว่าตามความเป็นจริงจำเลยยังไม่ทราบหมายเรียกและสำเนาฟ้องจำเลยจึงไม่ยื่นคำให้การต่อสู้คดี และในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้น จำเลยไม่ได้มาศาลโดยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยนั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ โดยให้จำเลยยื่นคำให้การแก้คดีแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2013/2540 นาย ประเสริฐ เหมวัน กับพวก โจทก์ นาง สายสมร จันทรมาลัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ประเสริฐ เหมวัน กับพวก · จำเลย - นาง สายสมร จันทรมาลัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมปอง เสนเนียม · ผล อนุวัตรนิติการ · จารุณี ตันตยาคม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9375/2559ฎีกา 7233/2537ฎีกา 1843/2536ฎีกา 396/2536ฎีกา 2181/2519ฎีกา 3488/2545ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 1645/2549ฎีกา 10/2548ฎีกา 1395/2534ฎีกา 3290/2525ฎีกา 695/2485ฎีกา 324/2503ฎีกา 5011/2532ฎีกา 2266/2515ฎีกา 2884/2541ฎีกา 1546/2514ฎีกา 4041/2542ฎีกา 12445/2547ฎีกา 2379-2380/2532ฎีกา 5098/2550ฎีกา 3794/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ