⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 296/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จะต้องมีเหตุอันสมควร หากการล่าช้าเกิดจากการเพิกเฉยของผู้ขอขยายเวลาเอง ไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 จะครบกำหนดอุทธรณ์ 1 เดือน ในวันที่ 20 สิงหาคม 2538 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 อ้างว่าทนายโจทก์ยื่นคำแถลงขอคัดเอกสารต่าง ๆ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2538 แต่ยังไม่ได้รับเอกสารที่ขอคัด แสดงว่าโจทก์ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานถึง 27 วัน จึงเพิ่งจะมาขอคัดเอกสาร และเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ออกไป 15 วันแล้ว โจทก์น่าจะใช้ประโยชน์จากระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้นั้นดำเนินการคัดเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อยเสียแต่เนิ่น ๆ ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 โจทก์อ้างว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันที่ 5 กันยายน 2538 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องแสดงว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลามาแต่ต้นรวมเป็นเวลา 42 วัน การที่โจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันยื่นคำร้องจึงเป็นผลเนื่องมาจากการเพิกเฉยของโจทก์ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.23

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่20 กรกฎาคม 2538 โจทก์ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ในกำหนดจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งที่ 1 เป็นเวลา 15 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 5กันยายน 2538 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก7 วัน อ้างว่าโจทก์เพิ่งจะได้รับสำเนาคำพิพากษา ไม่อาจทำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นได้ทันในกำหนดศาลชั้นต้นสั่งว่า ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะขยายระยะเวลาให้อีก ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่20 กรกฎาคม 2538 จะครบกำหนดอุทธรณ์ 1 เดือน ในวันที่ 20 สิงหาคม2538 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 21 สิงหาคม 2538 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ที่แก้ไขใหม่ เมื่อปรากฎว่าก่อนครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ออกไป 15 วัน นับแต่วันครบกำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 15 วัน นับแต่วันครบกำหนด ดังนี้การนับระยะเวลาที่ขยายออกไปจึงต้องนับต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาที่ขยายออกไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/7 โดยไม่ต้องคำนึงว่าวันสุดท้ายของระยะเวลาเดิมจะเป็นวันหยุดราชการหรือไม่เมื่อวันครบกำหนดอุทธรณ์เป็นวันที่ 20 สิงหาคม 2538 จึงต้องนับวันถัดจากวันครบกำหนดเป็นวันเริ่มต้นซึ่งตรงกับวันที่ 21สิงหาคม 2538 โดยเมื่อนับติดต่อกันไปครบกำหนด 15 วัน จะเป็นวันที่ 4 กันยายน 2538 ซึ่งตรงกับวันจันทร์อันเป็นวันปฎิบัติราชการตามปกติไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2538 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาครบกำหนดตามที่ขยายออกไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ซึ่งการที่โจทก์จะยื่นคำร้องในกรณีนี้ได้ต้องปรากฎว่ามีเหตุสุดวิสัย ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งจะได้รับสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในวันนี้ จึงไม่อาจทำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นได้ทันภายในกำหนดนั้น ได้ความว่าโจทก์อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ว่า ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงขอคัดเอกสารต่าง ๆ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2538 แต่ยังไม่ได้รับเอกสารที่ขอคัด แสดงว่าโจทก์ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานถึง 27 วัน จึงเพิ่งจะมาขอคัดเอกสารต่าง ๆ และเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ออกไป 15 วัน แล้วโจทก์น่าจะใช้ประโยชน์จากระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้นั้นดำเนินการคัดเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อยเสียแต่เนิ่น ๆ ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ครั้งที่ 2 ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันที่ 5 กันยายน 2538 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องแสดงว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลามาแต่ต้นรวมเป็นเวลา 42 วัน การที่โจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันที่ 5 กันยายน 2538 นั้นจึงเป็นผลเนื่องจากการเพิกเฉยของโจทก์ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในครั้งที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2540 นายสามารถ ศรีเล็กดี โจทก์ นายเกรียงหรือเกียง แซ่เจียว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสามารถ ศรีเล็กดี · จำเลย - นายเกรียงหรือเกียง แซ่เจียว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิธี อุปปาติก · ไพศาล รางชางกูร · ยรรยง ปานุราช
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1968/2537ฎีกา 9930/2539ฎีกา 2883/2543ฎีกา 1340/2549ฎีกา 4955/2533ฎีกา 4979/2537ฎีกา 445/2553ฎีกา 10878/2554ฎีกา 4855/2539ฎีกา 5004/2540ฎีกา 819/2532ฎีกา 6569/2542ฎีกา 2112/2539ฎีกา 3392/2545ฎีกา 679/2490ฎีกา 8700/2554ฎีกา 4355/2532ฎีกา 6726/2531ฎีกา 4651/2536ฎีกา 6167/2544ฎีกา 4523/2565ฎีกา 3716/2567ฎีกา 1279/2524ฎีกา 2451/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ