⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3067/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3067/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ หากมิได้ดำเนินการดังกล่าว คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ย่อมถึงที่สุด - การบรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและโจทก์บอกเลิกสัญญา ขอให้คืนเงินมัดจำนั้น ไม่ถือว่าเป็นการเคลือบคลุม และไม่จำเป็นต้องบรรยายถึงการถูกหลอกลวงหากมิได้ฟ้องขอให้สัญญาเป็นโมฆะเพราะกลฉ้อฉล

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อใด หากจำเลยไม่เห็นด้วยก็ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ในข้อที่ไม่รับนั้นได้ เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์ ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นถึงที่สุดศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยตามประเด็นข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งรับไว้เท่านั้น โจทก์บรรยายฟ้อง โจทก์เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยตามคำพรรณนาโจทก์หลงเชื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและผ่อนชำระเงินมัดจำแก่จำเลย รวมเป็นเงิน630,000 บาท เวลาล่วงเลยมานานประมาณ 5 ปี จำเลยยังไม่จัดทำโครงการตามที่ได้พรรณนาไว้ อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวไม่ขัดกันจึงไม่เคลือบคลุม ทั้งไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าโจทก์ถูกหลอกลวงถึงขนาดหรือไม่เพียงใดเพราะโจทก์มิได้ฟ้องขอให้สัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะอันเนื่องมาจากการบอกล้างสัญญาที่เกิดจากกลฉ้อฉล

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงเลขที่ 29 ในโครงการหาดใหญ่ เอ็กซ์คลูซีฟ กอล์ฟ คลับ จากจำเลย เนื้อที่ประมาณ400 ตารางวา ราคา 1,950,000 บาท ตามคำพรรณนาของจำเลยว่าจำเลยจะจัดทำสนามกอล์ฟ โรงแรม ศูนย์กีฬา สวนนกและสวนไม้ประดับในพื้นที่ตั้งโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2535 โดยที่ดินที่จะซื้อขายนี้จำเลยได้จัดสรรบริเวณสนามกอล์ฟและริมทะเลสาปแบ่งขายเฉพาะสมาชิกสนามกอล์ฟในโครงการของจำเลยเท่านั้น ก่อนและในวันทำสัญญาดังกล่าว โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนเป็นเงิน 150,000 บาท แก่จำเลย โดยมีข้อตกลงว่าเงินส่วนที่เหลืออีก 600,000 บาท โจทก์จะผ่อนชำระให้จำเลยเป็นรายเดือนเดือนละ 30,000 บาท รวม 20 งวด เริ่มแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2533 เป็นต้นไป หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ผ่อนชำระเงินให้จำเลยถึงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เป็นเงิน 480,000 บาท แต่จำเลยไม่ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามคำพรรณนา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแก่จำเลยและเรียกเงินค่าซื้อที่ดินที่ชำระแล้ว 630,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คืน แต่จำเลยเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 155,330.25 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 785,330.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 630,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้กำหนดเวลาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์ผ่อนชำระเงินมัดจำให้จำเลยเพียง 480,000 บาท ยังไม่ครบถ้วน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงินประกันและเงินมัดจำที่โจทก์ชำระไว้ได้ โจทก์สละเงื่อนเวลาที่กำหนดให้จำเลยต้องจัดทำโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2535 โดยใช้สิทธิการเป็นสมาชิกจากการซื้อที่ดินเข้ามาใช้บริการสนามกอล์ฟของจำเลยเป็นประจำ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงิน 630,000 บาท ในฐานที่จำเลยผิดสัญญาหรือหลอกลวงโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 30 มิถุนายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 155,330.25 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นสั่งรับโดยไม่วินิจฉัยประเด็นที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อใด หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยภายกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับนั้นได้ เมื่อศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ของจำเลยพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์บางข้อของจำเลยภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำต้องวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยไปตามประเด็นข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งรับไว้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 นั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการหลังมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยตามคำพรรณนาของจำเลยว่า จำเลยจะจัดทำสนามกอล์ฟ สโมสรกอล์ฟ โรงแรม สนามแบดมินตัน ภัตตาคาร สระว่ายน้ำ ศูนย์กีฬา สนามเทนนิส สวนนก และสวนไม้ประดับในพื้นที่ตามโครงการหาดใหญ่ เอ็กซ์คลูซีพ กอล์ฟ คลับ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2535 โจทก์หลงเชื่อเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและผ่อนชำระเงินมัดจำตามข้อตกลงแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2533 ถึง วันที่ 30 มีนาคม 2535 รวมเป็นเงิน 630,000 บาท และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าบัดนี้เวลาล่วงเลยมานานประมาณ 5 ปี จำเลยยังไม่สามารถจัดทำโครงการตามที่ได้พรรณนาโฆษณาไว้ อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยและขอคืนเงินมัดจำที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์อันเป็นคำขอบังคับโดยชัดแจ้งแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวหมายความว่า โจทก์ถูกหลอกลวงโดยหลงเชื่อตามคำพรรณนาที่จำเลยโฆษณาไว้จนเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลย เมื่อจำเลยไม่ทำการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามคำพรรณนาที่โฆษณาไว้อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกเงินที่ชำระแก่จำเลยไปแล้วคืนพร้อมดอกเบี้ยในฐานที่จำเลยผิดสัญญาดังกล่าว คำฟ้องโจทก์จึงหาขัดกันไม่ทั้งไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าโจทก์ถูกหลอกลวงถึงขนาดหรือไม่เพียงใดเพราะรูปคดีโจทก์มิได้ฟ้องขอให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นโมฆะอันเนื่องมาจากการบอกล้างสัญญาที่เกิดจากกลฉ้อฉล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นนอกจากที่ได้วินิจฉัยมาแล้วได้ยุติไปตามคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลยของศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3067/2540 นาย วิโรจน์ กังวาลรุ่งโรจน์ โจทก์ บริษัท หาดใหญ่ เอ็กซ์คลูซีพ กอล์ฟ คลับ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย วิโรจน์ กังวาลรุ่งโรจน์ · จำเลย - บริษัท หาดใหญ่ เอ็กซ์คลูซีพ กอล์ฟ คลับ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชิน สุขนทีธรรม · สมมาตร พรหมานุกูล · กอบเกียรติ รัตนพานิช
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา