คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147/2541
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อทหารกับพลเรือนกระทำความผิดร่วมกัน และไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าพลเรือนนั้นอยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน แม้ภายหลังปรากฏว่าเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร ศาลพลเรือนที่ประทับฟ้องไว้แล้วก็ยังมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้
ย่อคำพิพากษา
กรณีที่ทหารกับพลเรือนกระทำผิดด้วยกันเป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ย่อมไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 14 (1)จึงต้องดำเนินคดีในศาลพลเรือนตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดร่วมกับพวกอีก3 คน ซึ่งเป็นพลเรือน และขณะฟ้องคดีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าพวกของจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารอันจะทำให้คดีอยู่ในอำนาจศาลทหาร ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนสั่งประทับฟ้องไว้แล้ว ถึงแม้จะปรากฏตามทางพิจารณาในภายหลังว่าเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลทหารก็ตาม ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 15 วรรคสอง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดแม่ฮ่องสอน · จำเลย - สิบเอกประทีป อาจหาญ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมลักษณ์ จัดกระบวนพล · สมปอง เสนเนียม · อนันต์ โรจนเนืองนิตย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน - นายศักดินา วงศ์ยิ้มย่อง · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา