⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7490/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7490/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินยังไม่ทำให้ผู้จะซื้อได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ผู้จะซื้อจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ได้ หากยังครอบครองแทนผู้จะขาย.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และ ม. ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยในสัญญาซื้อขายระบุว่าได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแต่ยังไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากโจทก์ที่ 2 และที่ 5ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้วจะโอนทันทีแสดงว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเท่านั้นเพราะยังมีข้อตกลงจะไปโอนกรรมสิทธิ์ในภายหลัง ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันตามข้อตกลงในสัญญากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงอยู่แก่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของเดิม ถึงจำเลยจะเป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็ต้องถือว่าจำเลยครอบครองแทนโจทก์ทั้งห้า จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้ยันกับโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขับไล่โจทก์ทั้งห้าออกจากที่ดินพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 1363 โจทก์ที่ 1 กู้เงินจากนายอินปันใสรังกา สามีจำเลย โดยนำโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวมอบให้จำเลยและนายอินปันสามีจำเลยยึดถือไว้เป็นประกันและยอมให้จำเลยและสามีจำเลยเข้าทำประโยชน์โดยปลูกพืชล้มลุกในที่ดินได้ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองและนำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนที่ดินเป็นชื่อของจำเลยโดยโจทก์ทั้งห้าไม่ทราบ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนถอนชื่อจำเลยออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 1363 แล้วใส่ชื่อโจทก์แทน ถ้าจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยซื้อที่ดินจากโจทก์ทั้งห้าและนายมา วงศ์สกุล โดยไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 26 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และรื้อถอนรั้วดังกล่าว โจทก์ทั้งห้าให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1363 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิคำขอนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ขับไล่โจทก์ที่ 1ที่ 2 พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3และนายมาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในปี 2510 จริง แต่เมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.6 แล้วสัญญาซื้อขายมีข้อความระบุว่าได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลย เหตุที่ยังไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนทันทีเนื่องจากโจทก์ที่ 2 และที่ 5 ยังไม่บรรลุนิติภาวะเมื่อบรรลุนิติภาวะแล้วจะโอนทันที ข้อความในสัญญาดังกล่าวจึงแสดงว่าสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.6 เป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเท่านั้นเพราะยังมีข้อตกลงกันว่าจะไปโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกันต่อไป อันแสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้มีการโอนกรรมสิทธิ์กันโดยทางทะเบียนตราบใดที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันตามข้อตกลงในสัญญา กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงยังคงอยู่แก่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของเดิม ถึงจำเลยจะเป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งห้า แม้จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์เว้นแต่จำเลยจะแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ทั้งห้าว่าไม่เจตนายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไป ระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์จึงเริ่มต้นนับแต่นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองเพื่อตนเองและได้แสดงเจตนาดังกล่าวให้โจทก์ทั้งห้าทราบ จำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองแม้ว่าศาลจะมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองแล้วก็ตามก็ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้ยันกับโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอยู่ได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งห้ายังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขับไล่โจทก์ทั้งห้าออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังขึ้น" พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7490/2541 นาง กอง วงศ์ สกุล กับพวก โจทก์ นาง ปั่น ใส รัง กา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง กอง วงศ์ สกุล กับพวก · จำเลย - นาง ปั่น ใส รัง กา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัธยา ดิษยบุตร · ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ · อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 523/2497ฎีกา 1510/2552ฎีกา 1609/2513ฎีกา 1369/2479ฎีกา 2074/2529ฎีกา 1351/2497ฎีกา 2314/2519ฎีกา 4957/2541ฎีกา 9322/2552ฎีกา 1216/2538ฎีกา 1760/2548ฎีกา 3345/2525ฎีกา 3405/2537ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 726/2493ฎีกา 451/2491ฎีกา 360/2502ฎีกา 3375/2532ฎีกา 1090/2530ฎีกา 170/2497ฎีกา 9788/2553ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 945/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ