⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 85/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากพยานหลักฐานยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่คนร้ายขับจักรยานยนต์ผ่านผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ได้สังเกต เมื่อคนร้ายหยุดรถผู้เสียหายไม่สนใจว่า จะหยุดรถทำไมจนกระทั่งคนร้ายลงจากรถจักรยานยนต์ เข้ามาตบที่กกหูด้านซ้ายของผู้เสียหายแล้วกระชากสร้อยคอทองคำไป ผู้เสียหายไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์ในระยะเวลากะทันหันเช่นนั้น ผู้เสียหายเป็นผู้หญิงย่อมตกใจกลัวเป็นธรรมดา ทั้งได้ความว่าเมื่อถูกตบแล้วรู้สึกมึนงงดังนั้น ที่ผู้เสียหายอ้างว่าจำจำเลยได้จึงเป็นที่น่าสงสัยอยู่ส่วนที่อ้างว่าจำจำเลยได้เพราะจำเลยสวมกางเกงขาสั้นสีดำและเสื้อยืดคอกลมสีน้ำเงินนั้นก็ไม่ปรากฏว่าเสื้อยืดที่คนร้ายสวมใส่มีลักษณะพิเศษหรือจุดเด่นที่จะทำให้จดจำได้ง่ายทั้งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาที่คนทั่วไปสวมใส่กัน เมื่อผู้เสียหายตามไปพบจำเลยและได้กล่าวหาจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่ กระชากสร้อยคอทองคำไป ผู้เสียหายจงให้ พ. ไปตามเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้ถ้าจำเลยเป็นคนร้ายจริงจำเลยย่อมหลบหนีไปเสียตั้งแต่ตอนนั้นคงไม่อยู่รอให้เจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยเป็นแน่ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาทั้งของกลางก็ไม่ได้จากตัวจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 2,600 บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุก 21 ปี ให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง หรือใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 2,600 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้าย 2 คน ร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้นราคา 2,600 บาท ของนางศิริวรรณ บุญยืน ผู้เสียหายไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้ร่วมกันชิงทรัพย์หรือไม่โจทก์มีนางศิริวรรณ บุญยืน ผู้เสียหายเพียงผู้เดียวเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า วันเวลาเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายเดินไปที่ตลาดร่วมพัฒนา มีชาย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์นั่งซ้อนท้ายกันขับผ่าพยานไปแล้วขับย้อนกลับมาจอดรถหน้าพยานคนขับสวมหมวกนิรภัย คนนั่งซ้อนท้ายไม่ได้สวมหมวกนิรภัย พยานจำได้ว่าเป็นจำเลย จำเลยได้ลงจากรถตรงเข้ามาหาพยานแล้วใช้มือตบที่กกหูด้านซ้ายพยานและกระชากสร้อยคอทองคำที่พยานสวมอยู่ จากนั้นจำเลยก็วิ่งไปขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จอดรออยู่หลบหนีไป มีปัญหาว่าพยานจำจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่าขณะที่คนร้ายขับรถจักรยานยนต์ผ่านพยานไป พยานว่าไม่ได้สังเกต เมื่อคนร้ายหยุดรถพยานคงไม่สนใจว่าจะหยุดรถทำไมจนกระทั่งคนร้ายคนหนึ่งลงจากรถจักรยานยนต์เข้ามาตบที่กกหูด้านซ้ายพยานแล้วกระชากสร้อยคอทองคำของพยานไปพยานเองก็คงไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์ในระยะเวลากะทันหันเช่นนั้นพยานเป็นผู้หญิงย่อมตกใจกลัวเป็นธรรมดา อีกทั้งพยานเบิกความว่า เมื่อถูกตบแล้วรู้สึกมึนงง ที่พยานอ้างว่าจำจำเลยได้จึงเป็นที่น่าสงสัยอยู่ส่วนที่พยานอ้างว่าจำจำเลยได้เพราะจำเลยสวมกางเกงขาสั้นสีดำและเสื้อยืดคอกลมสีน้ำเงินนั้นก็ไม่ปรากฏว่าเสื้อยืดที่คนร้ายสวมใส่มีลักษณะพิเศษหรือจุดเด่นที่จะทำให้จดจำได้ง่าย ทั้งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาที่คนทั่วไปสวมใส่กัน เมื่อพยานตามไปพบจำเลยและได้กล่าวหาจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่ตกพยานและกระชากสร้อยคอทองคำไป จำเลยให้การปฏิเสธ พยานจึงให้นายพิเชษฐ์ แข็งแรง ที่ช่วยขับรถจักรยานยนต์ตามหาคนร้ายไปตามเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลย ซึ่งในช่วยระยะเวลานี้ถ้าจำเลยเป็นคนร้ายจริง จำเลยย่อมหลบหนีไปเสียตั้งแต่ตอนนั้นและคงไม่อยู่รอให้เจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยเป็นแน่ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา นอกจากนั้นของกลางก็ไม่ได้จากตัวจำเลย เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังเป็นที่น่าสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2541 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย สมบูรณ์ ก่อ เกษมกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย สมบูรณ์ ก่อ เกษมกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมคิด ไตรโสรัส · เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · อัธยา ดิษยบุตร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 529/2509ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 5999/2544ฎีกา 824/2535ฎีกา 213/2554ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 778/2519ฎีกา 831/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ