⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3514-3515/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3514-3515/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น 2. ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นที่มีสิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับภาระจำยอมนั้น

ย่อคำพิพากษา

คดีรวมการพิจารณาพิพากษา เมื่อปรากฏว่าคดีสำนวนแรกราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์อยู่ในที่ดินส่วนที่ปลูกบ้านในฐานะผู้อาศัย โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่โจทก์ปลูกบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในสำนวนหลังด้วย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ภาระจำยอมในเรื่องทางเดินเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้อาศัย มิใช่เจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องในเรื่องทางภาระจำยอมดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๔๓๑๒ เมื่อ ๓๐ปีเศษมาแล้ว นางเชื้อ ไวยคูณา เจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดิมได้ยกที่ดินแปลงนี้ให้แก่ครอบครัวโจทก์ปลูกบ้านอาศัยเป็นเนื้อที่ ๒ งาน ๗๖ ตารางวา ส่วนที่เหลืออีก ๓ งานเป็นเนื้อที่บ้านของจำเลยทั้งสอง นับแต่ได้รับการยกให้ดังกล่าวโจทก์กับครอบครัวได้เข้าครอบครองที่ดินแปลงนี้ โดยถางปรับพื้นที่ปลูกบ้านอาศัย ปลูกไม้ยืนต้นและปลูกไผ่เป็นแนวรั้ว เป็นการครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา ๓๐ ปีเศษ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ทราบดี เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๖ โจทก์ไปติดต่อขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าวและให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเฉพาะส่วนที่โจทก์ปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นชื่อของโจทก์ โจทก์จึงทราบว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนให้จำเลยที่ ๒เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินโฉนดที่ ๔๓๑๒ เฉพาะส่วนที่ปลูกบ้านอยู่อาศัยของโจทก์เนื้อที่๒ งาน ๗๖ ตารางวา ตามแผนที่ท้ายคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงนี้ และให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกเฉพาะส่วนดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า นางเชื้อไม่เคยยกที่ดินโฉนดที่ ๔๓๑๒ ให้แก่โจทก์ นางเชื้อได้ให้นายอู๊ด ไวยคูณา สามีโจทก์และโจทก์ปลูกบ้านอาศัยอยู่เป็นเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ตารางวา โจทก์จึงไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ สำหรับจำเลยที่ ๑ ได้รับจดทะเบียนยกให้จากนางเชื้อซึ่งเป็นมารดาเมื่อประมาณ ๓๔ ปีมาแล้ว ต่อมาได้จดทะเบียนให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเมื่อปี ๒๕๓๑ โจทก์ก็ทราบและไม่เคยโต้แย้ง จำเลยทั้งสองไม่ประสงค์ที่จะให้โจทก์อยู่ในที่ดินแปลงนี้อีกต่อไป ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่๓/๑ ของโจทก์ออกไปจากที่ดินโฉนดที่ ๔๓๑๒ กับห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยอีกต่อไป โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ปลูกบ้านในที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิขับไล่ให้โจทก์รื้อถอนบ้านออกไป ขอให้ยกฟ้องแย้ง สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า นับแต่โจทก์ได้เข้าครอบครองปลูกบ้านในที่ดินในสำนวนแรกเป็นเวลา ๓๐ ปีเศษ โจทก์และบุคคลในครอบครัวของโจทก์ได้ใช้ทางผ่านเข้าออกจากบ้านของโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์ซึ่งอยู่ติดกับคลองชลประทาน โดยผ่านที่ดินซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองเป็นความยาว๖๒ เมตร กว้าง ๓.๕ เมตร ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านหรือขัดขวาง โจทก์ยังได้ปรับปรุงถมดินให้สูงขึ้นและวางท่อระบายน้ำลงสู่คลองชลประทานเพื่อความสะดวกในการใช้ทาง เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๓๖ จำเลยทั้งสองได้ต่อเติมบ้านโดยทำห้องน้ำบนทางพิพาทดังกล่าว เป็นการปิดกั้นทางเข้าออกของโจทก์สู่ทางสาธารณะโดยไม่สุจริต และจำเลยทั้งสองยังได้ปิดประตูใส่กุญแจ ไม่ให้โจทก์และบริวารเข้าออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าวได้ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาทตามเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้อง กว้าง ๓.๕ เมตร ยาว ๖๒ เมตรห้ามจำเลยทั้งสองปิดประตูที่ออกสู่ทางสาธารณะ ให้จำเลยทั้งสองรื้อห้องน้ำที่ปลูกขวางกั้นทางพิพาทออก ห้ามจำเลยและบริวารปิดกั้นทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนให้ทางพิพาทดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอม หากจำเลยทั้งสองไม่ไปจดทะเบียน ก็ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ให้โจทก์และบริวารรื้อถอนเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดที่ ๔๓๑๒ ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงนี้อีก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำนวนแรกราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์อยู่ในที่ดินส่วนที่ปลูกบ้านในฐานะผู้อาศัย แต่ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่โจทก์ปลูกบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในข้อนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในสำนวนหลังว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ เห็นว่า ในสำนวนแรกฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้อาศัย ผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นเพียงผู้อาศัยมิใช่เจ้าของที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์ จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง เพราะภาระจำยอมในเรื่องทางเดินเป็นทรัพย์สิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น พิพากษายืนในสำนวนหลัง และยกฎีกาของโจทก์ในสำนวนแรกให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดในสำนวนแรกแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3514 - 3515/2542 นางปิ่นทอง ไวยคูณา โจทก์ นายอุ้ย ไวยคูณา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางปิ่นทอง ไวยคูณา · จำเลย - นายอุ้ย ไวยคูณา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย วิมลเศรษฐ · พูนศักดิ์ จงกลนี · วิชา มหาคุณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายเรวัตร สกุลคล้อย · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายจรูญ วงศ์นิวัติขจร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2958/2538ฎีกา 537/2540ฎีกา 6296/2545ฎีกา 3806/2549ฎีกา 3552/2539ฎีกา 1712/2539ฎีกา 4161/2532ฎีกา 6339/2538ฎีกา 5692/2538ฎีกา 142/2492ฎีกา 2749/2538ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา