⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4097/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4097/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้ถือเป็นอันยกเลิกเมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระหนี้และไม่ชำระตามหนังสือบอกกล่าว เป็นข้อสัญญาที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ให้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว ผู้เช่าซื้อจะอ้างว่าสัญญาเลิกกันเองไม่ได้หากยังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้ออยู่.

ย่อคำพิพากษา

หนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 7 กำหนดไว้ว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้อภายในกำหนดตามสัญญา และได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้นำเงินที่ค้างมาชำระให้ผู้ให้เช่าซื้อภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในหนังสือทวงถามแล้ว ผู้เช่าซื้อยังเพิกเฉยไม่นำเงินที่ค้างชำระทั้งหมดมาชำระให้ผู้ให้เช่าซื้อ ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อนี้เป็นอันยกเลิกเพิกถอนไป ดังนั้น แม้เช็คที่จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อไว้ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกงวดอันถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา แต่โจทก์ก็มิได้มีหนังสือทวงถามให้นำเงินที่ค้างชำระมาชำระ ทั้งยังคงปล่อยให้จำเลยครอบครองใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าซื้อต่อไป แสดงว่าโจทก์ยังคงให้โอกาสจำเลยปฏิบัติตามสัญญาเพราะสัญญาข้อ 7 ได้กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ให้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว หาได้มีผลเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของผู้เช่าซื้อด้วยดังจำเลยอ้างไม่ เพราะหากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อประสงค์จะเลิกสัญญา ย่อมทำได้โดยง่ายด้วยการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 573 กำหนดให้เป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ ดังนั้น เมื่อจำเลยยังคงครอบครองรถขุดที่เช่าซื้ออยู่ จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ สำหรับเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนที่โจทก์จะยึดรถกลับคืนมา อันเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่ามีการเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน เมื่อเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายตามมูลหนี้ค่าเช่าซื้อ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงยังต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.573

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 875,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าเป็นค่าเช่าซื้อตามจำนวนงวด โจทก์และจำเลยทั้งสองถือเอาการที่โจทก์ได้รับเงินตามเช็คเป็นการปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งในข้อ 7 ระบุไว้ว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินภายในกำหนดผู้ให้เช่าซื้อถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าว ดังนั้น เมื่อเช็คฉบับที่ 1 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันทันที หาใช่เลิกกันเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2538 อันเป็นวันที่โจทก์ยึดรถคืนไม่ การที่โจทก์ครอบครองเช็คไว้หลังจากเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นการครอบครองโดยปราศจากมูลหนี้ โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองคงรับผิดเพียงเช็คฉบับที่ 1 เท่านั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาเช่าซื้อข้อ 7 กำหนดไว้ว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระเงินค่าเช่าซื้อภายในกำหนดตามสัญญา และได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้นำเงินที่ค้างมาชำระให้ผู้ให้เช่าซื้อภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในหนังสือทวงถามแล้ว ผู้เช่าซื้อยังเพิกเฉยไม่นำเงินที่ค้างชำระทั้งหมดมาชำระให้ผู้ให้เช่าซื้อ ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อนี้เป็นอันยกเลิกเพิกถอนไป ปรากฏว่าแม้เช็คที่จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อไว้ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกงวดอันถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา แต่โจทก์ก็มิได้มีหนังสือทวงถามให้นำเงินที่ค้างชำระมาชำระ ทั้งยังคงปล่อยให้จำเลยครอบครองใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าซื้อต่อไป แสดงว่าโจทก์ยังคงให้โอกาสจำเลยปฏิบัติตามสัญญา เมื่อพิเคราะห์สัญญาข้อนี้แล้วทำให้เห็นว่าได้กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ให้เช่าซื้อแต่ฝ่ายเดียว หาได้มีผลเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของผู้เช่าซื้อด้วยดังจำเลยอ้างไม่ เพราะหากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อประสงค์จะเลิกสัญญา ย่อมทำได้โดยง่ายด้วยการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 573 กำหนดให้เป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ ดังนั้น เมื่อจำเลยยังคงครอบครองรถขุดที่เช่าซื้ออยู่จำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ สำหรับเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนที่โจทก์จะยึดรถกลับคืนมา อันเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่ามีการเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน ทั้งนี้โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาข้อ 9 ซึ่งกำหนดว่า หากสัญญาเช่าซื้อฉบับนี้ถูกยกเลิกเพิกถอนไป ผู้เช่าซื้อตกลงยินยอมชำระค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระทั้งหมดแต่อย่างใด และมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดังจำเลยอ้าง เมื่อเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายตามมูลหนี้ค่าเช่าซื้อแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงยังต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4097/2542 บริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดโหน่งโน๊ตมอเตอร์ยโสธร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดโหน่งโน๊ตมอเตอร์ยโสธร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ · ระพินทร บรรจงศิลป · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดยโสธร - นางสาวจรัสศรี จริยากูล · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3518/2524ฎีกา 608/2491ฎีกา 2767/2523ฎีกา 3796/2540ฎีกา 4884/2543ฎีกา 1411/2513ฎีกา 2763/2551ฎีกา 58/2530ฎีกา 472/2526ฎีกา 591/2531ฎีกา 353/2535ฎีกา 2494/2553ฎีกา 2821/2522ฎีกา 1800/2511ฎีกา 7122/2545ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1561/2520ฎีกา 654/2541ฎีกา 8477/2540ฎีกา 6239/2551ฎีกา 763/2484ฎีกา 42/2516ฎีกา 1397/2544ฎีกา 2903/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา