⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1676/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1676/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่าต้องรับซื้อโรงเรือนของผู้เช่าตามสัญญาเช่า ไม่ผูกพันผู้รับโอนสิทธิการเช่า เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

ย่อคำพิพากษา

ข้อตกลงเรื่องผู้ให้เช่าต้องรับซื้อโรงเรือนของจำเลย(ผู้เช่า)ตามสัญญาข้อ 3 ตอนท้าย แม้จะเป็นเงื่อนไขในสัญญาแต่ก็เป็นเงื่อนไขหรือข้อตกลงต่างหากจากการเช่าจึงไม่ผูกพันโจทก์ผู้รับโอนให้จำต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 คือ ต้องรับซื้อโรงเรือนของจำเลยก่อน จึงจะมีสิทธิบอกเลิกการเช่าได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.566 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.569 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.570

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๔๔๐ โดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากนายสมนึกบิดาโจทก์ที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ จำเลยได้เช่าที่ดินดังกล่าวปลูกห้องแถวมาประมาณ ๓๐ ปี สัญญาเช่าเดิมหมดอายุแล้วเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับโอนที่ดินมา จำเลยได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์เดือนละ ๑๐๐ บาท จนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๑๔ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป จึงบอกเลิกการเช่า จำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกแล้วไม่ยอมออกไปจากที่ดิน ทำให้โจทก์เสียหายวันละ ๑๐๐ บาท ขอให้จำเลยพร้อมด้วยบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ส่งมอบที่ดินคืนกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายถึงวันฟ้อง ๒,๙๐๐ บาท และต่อไปวันละ ๑๐๐ บาท จนกว่าจะส่งมอบที่ดินให้โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยได้เช่าที่ดินจากนายนึกนางหีตบิดามารดาโจทก์เพื่อปลูกอาคารร้านค้า นายนึกนางหีตตกลงให้จำเลยเช่าตลอดไปและถ้านายนึกนางหีตไม่ต้องการให้จำเลยเช่าต่อไปก็ต้องรับซื้อโรงเรือนที่จำเลยปลูกสร้างตามราคาท้องตลาด ก่อนนายนึกนางหีตโอนที่พิพาทให้โจทก์ โจทก์ได้รับที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่จำเลยทำไว้กับนายนึกนางหีตสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมีเงื่อนไขเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขย่อมฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้ ค่าเสียหายไม่เกินเดือนละ ๓๐๐ บาท วันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับกันว่าสัญญาเช่าที่พิพาทปรากฏตามสำเนาท้ายคำให้การเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าแล้ว ได้มีการเช่าต่อมาโดยมิได้ทำสัญญากันใหม่ ส่วนค่าเสียหายตกลงให้คิดแต่เดือนมีนาคม ๒๕๑๕ ในอัตราเดือนละ ๓๐๐ บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว จำเลยได้เช่าที่พิพาทต่อมา เงื่อนไขที่กำหนดให้โจทก์ต้องรับซื้อโรงเรือนได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารให้จำเลยรื้อโรงเรือนออกไปด้วยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๑๕ จนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอันฟังได้ว่า จำเลยได้เช่าที่พิพาทเพื่อปลูกโรงเรือนชั่วคราวจากนายนึกนางหีตมีกำหนดเวลาเช่า๓๖ เดือนนับตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๐๖ ตามสำเนาสัญญาเช่าดังกล่าวท้ายคำให้การจำเลย ต่อมาเมื่อกำหนดเวลาเช่าตามสัญญานั้นสิ้นสุดลง และโจทก์ได้รับโอนที่พิพาทจากนายนึกนางหีตมาแล้ว จำเลยยังคงอยู่ในที่พิพาทและชำระค่าเช่าให้โจทก์ตลอดมาโดยไม่ได้ทำสัญญาเช่ากัน โจทก์ได้บอกเลิกการเช่ากับจำเลยเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๑๕ จำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่าเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๑๕ ปัญหามีว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกการเช่าและฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่พิพาทภายหลังครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าแล้วนั้นถือว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ต่อไปไม่มีกำหนดเวลา (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๐) และการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลานี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๖๖ โจทก์ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกการเช่าเมื่อใดก็ได้โดยบอกกล่าวแก่จำเลยผู้เช่าให้รู้ตัวล่วงหน้าก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อยซึ่งในกรณีนี้คือ ๑ เดือน ตามที่กำหนดชำระค่าเช่ากัน ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา คือไม่รับซื้อโรงเรือนของจำเลยที่ปลูกอยู่ในที่พิพาท โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงเรื่องผู้ให้เช่าต้องรับซื้อโรงเรือนของจำเลยตามสัญญาเช่าข้อ ๓ ตอนท้ายนั้น แม้จะเป็นเงื่อนไขในสัญญาแต่ก็เป็นเงื่อนไขหรือข้อตกลงต่างหากจากการเช่า จึงไม่ผูกพันโจทก์ผู้รับโอนให้จำต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ คือต้องรับซื้อโรงเรือนของจำเลยก่อน จึงจะบอกเลิกการเช่าได้ตามฎีกาของจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกการเช่ากับจำเลยได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1676/2517 นายมนัส พิมลรัตน์ ที่ 1 นางชม้อย พิมลรัตน์ ที่ 2 โจทก์ นายสมัคร ขำสวัสดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมนัส พิมลรัตน์ ที่ 1 นางชม้อย พิมลรัตน์ ที่ 2 · จำเลย - นายสมัคร ขำสวัสดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุ่ม สุนทรธัย · สัญชัย สัจจวานิช · แผ้ว ศิวะบวร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายไพบูลย์ จามิกรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ พยัคฆบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 698/2540ฎีกา 835/2499ฎีกา 1437/2510ฎีกา 2725/2532ฎีกา 559-561/2532ฎีกา 3785/2545ฎีกา 3496/2535ฎีกา 442/2496ฎีกา 1627/2505ฎีกา 2750/2519ฎีกา 1292/2523ฎีกา 135/2506ฎีกา 2465/2515ฎีกา 46-48/2522ฎีกา 831-833/2520ฎีกา 461/2552ฎีกา 1497/2529ฎีกา 4511/2529ฎีกา 704/2507ฎีกา 1430-1432/2510ฎีกา 1719/2524ฎีกา 1325/2506ฎีกา 1101/2518ฎีกา 1589/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา