⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 698/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อบุคคลหนึ่งปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของตนเอง ต่อมาได้ยกที่ดินให้แก่บุคคลอื่นและยกอาคารให้แก่อีกบุคคลหนึ่ง อาคารนั้นย่อมตกเป็นของบุคคลผู้รับอาคาร แม้จะปลูกอยู่บนที่ดินของบุคคลอื่นก็ตาม หากเจ้าของที่ดินไม่ประสงค์จะให้มีอาคารนั้นอยู่บนที่ดินของตนและได้บอกกล่าวให้รื้อถอนแล้วแต่ผู้รับอาคารเพิกเฉย ถือเป็นการละเมิด เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิฟ้องให้รื้อถอนอาคารนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

แม้เดิมอ. จะเป็นผู้ปลูกสร้างตึกแถวพิพาทลงบนที่ดินพิพาทของตนเองโดยชอบก็ตามแต่ต่อมาอ. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และทำพินัยกรรมยกตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่1กรณีจึงเป็นเรื่องตึกแถวพิพาทของจำเลยที่1ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทของโจทก์เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยที่1โดยยอมให้จำเลยที่1มีสิทธิเป็นเจ้าของตึกพิพาทซึ่งได้ก่อสร้างบนที่ดินดังกล่าวมาแต่เดิมแต่อย่างใดดังนั้นหากต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ตึกแถวพิพาทตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์อีกต่อไปและได้บอกกล่าวให้จำเลยที่1รื้อถอนตึกแถวพิพาทออกไปแล้วแต่จำเลยที่1เพิกเฉยย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่อาจเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของตนได้โจทก์ย่อมมีอำนาจในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1336ที่จะขอให้บังคับจำเลยที่1รื้อถอนตึกแถวพิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ได้ เดิมจำเลยที่2ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับอ. ต่อมาอ. ทำพินัยกรรมยกตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่1เมื่ออ.ถึงแก่กรรมตึกแถวพิพาทตกเป็นของจำเลยที่1ซึ่งรับโอนสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทของจำเลยที่2มาจากอ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา569วรรคสองการอยู่ในตึกแถวพิพาทของจำเลยที่2จึงเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าเมื่อสัญญาเช่าหมดอายุแล้วและโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทได้บอกกล่าวให้จำเลยที่1รื้อถอนตึกแถวพิพาทและได้บอกกล่าวให้จำเลยที่2ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วแต่จำเลยที่2เพิกเฉยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทซึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ย่อมเป็นการอยู่โดยละเมิดถือได้ว่าจำเลยที่2มีฐานะเป็นบริวารของจำเลยที่1โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่2ออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่2ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยที่1ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.569 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35592 ซึ่งมีตึกแถวเลขที่ 195/6-9 ของจำเลยที่ 1ปลูกอยู่ จำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าตึกแถวดังกล่าวของจำเลยที่ 1ซึ่งครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1รื้อถอนตึกแถวออกจากที่ดินของโจทก์และบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2ออกจากที่ดินของโจทก์ด้วย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 2ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 50,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และจำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า เดิมที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของนางอุไร ชื่นมนัส ซึ่งเป็นมารดาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่อมานางอุไรยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ และทำพินัยกรรมยกตึกแถวพิพาทให้จำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับตึกแถวพิพาทมาโดยสุจริตสามารถหาผลประโยชน์จากตึกแถวพิพาทได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้รื้อถอนตึกแถวพิพาท โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทซึ่งผู้ให้เช่ายังไม่ได้บอกเลิกสัญญา โจทก์ไม่ใช่ผู้ให้เช่าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตึกแถวพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าเพียงเดือนละ280 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวเลขที่ 195/6-9ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 35592 ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 20,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนตึกแถวออกจากที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินและตึกแถวพิพาทบนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของนางอุไร ชื่นมนัสมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 นางอุไรได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าตึกแถวพิพาทมีกำหนด 5 ปี สัญญาเช่าสิ้นสุดวันที่ 1 สิงหาคม 2534เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2530 นางอุไรยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2531 นางอุไรได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 นางอุไรถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2534 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวพิพาทออกจากที่ดินของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่านางอุไรเป็นผู้ปลูกสร้างตึกแถวพิพาทลงบนที่ดินพิพาทของตนเองโดยชอบ จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ปลูกสร้าง หากแต่ได้รับมรดกตึกแถวพิพาทมาจากนางอุไร การบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องรื้อตึกแถวพิพาทออกไปจะมีผลเสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างตึกแถวพิพาทโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1311ย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า แม้เดิมนางอุไรจะเป็นผู้ปลูกสร้างตึกแถวพิพาทลงบนที่ดินพิพาทของตนเองโดยชอบก็ตามแต่ต่อมานางอุไรก็ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และทำพินัยกรรมยกตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามลำดับ กรณีจึงเป็นเรื่องตึกแถวพิพาทของจำเลยที่ 1 ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทของโจทก์เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 โดยยอมให้จำเลยที่ 1มีสิทธิเป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทซึ่งได้ก่อสร้างบนที่ดินดังกล่าวมาแต่เดิมแต่อย่างใด ดังนั้น หากต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ตึกแถวพิพาทตั้งอยู่บนที่ดินของโจทก์อีกต่อไปและได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวพิพาทออกไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่อาจเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของตนได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวพิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ได้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2ออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2ได้หรือไม่นั้นเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินพิพาทโดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิด มิได้ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า กรณีจึงไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับโจทก์หรือมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์หรือไม่อย่างไร ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเดิมจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทกับนางอุไร ต่อมานางอุไรทำพินัยกรรมยกตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อนางอุไรถึงแก่กรรม ตึกแถวพิพาทย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับโอนสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทของจำเลยที่ 2 มาจากนางอุไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 569 วรรคสอง การอยู่ในตึกแถวพิพาทของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าดังกล่าว หากต่อมาสัญญาเช่าดังกล่าวหมดอายุแล้วและโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนตึกแถวพิพาทและได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทซึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ย่อมเป็นการอยู่โดยละเมิด ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายกับจำเลยที่ 1 ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 20,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 2และบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2540 นาย วัลลภ ชื่นมนัส โจทก์ พันเอก สมพงษ์ ชื่นมนัส กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย วัลลภ ชื่นมนัส · จำเลย - พันเอก สมพงษ์ ชื่นมนัส กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ ถาวรวงษ์ · สุทธิ นิชโรจน์ · สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1052/2509ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ