⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4711/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4711/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาได้.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคหนึ่ง และมาตรา 310 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับจึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แต่ตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและโจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 193 ตรี และคดีไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อหาดังกล่าวให้จึงเป็นการมิชอบ ต้องถือว่าความผิดต่อเสรีภาพตามฟ้องของโจทก์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในข้อหาดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาก็ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในปัญหาดังกล่าวอีกต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจดับเพลิงไปจับกุมโจทก์ที่บ้านพักของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของบ้าน โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิดอาญา และแจ้งว่าได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้นั้นตามระเบียบแล้ว จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับทั้งจำเลยที่ 3 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์ไปดำเนินคดีในข้อหาความผิดดังกล่าว กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(4),81(1) และมาตรา 92(5) ที่ให้อำนาจจำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์ในบ้านพักของโจทก์ โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับได้ ไม่เป็นความผิดต่อเสรีภาพ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดอาญาได้ทั่วราชอาณาจักร แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จะมีหน้าที่ในการบรรเทาสาธารณภัยก็ไม่ทำให้อำนาจที่จำเลยที่ 3 มีอยู่ตามกฎหมายสูญสิ้นไป จำเลยที่ 3 ยังคงมีอำนาจอยู่โดยบริบูรณ์ในฐานะเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้มีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(16) การที่จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อนไม่มีผลกระทบกระทั่งต่ออำนาจที่จำเลยที่ 3 มีอยู่แล้วตามกฎหมาย โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกล่าวหาว่า แจ้งความเท็จ ต่อเจ้าพนักงานโจทก์จึงตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกหรือจับกุมโจทก์ไปดำเนินคดีได้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดที่โจทก์ถูกกล่าวหาพาจำเลยที่ 3 ไปจับกุมโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะมีเจตนาเร่งรัดเพื่อให้มีการสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์อย่างรวดเร็ว ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้ฟังว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ หลังจากที่จำเลยที่ 3 ควบคุมตัวโจทก์ไปส่งให้พนักงานสอบสวน โจทก์ก็ได้รับอนุญาตจากพนักงานสอบสวนให้ประกันตัวไปในวันเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านของโจทก์เพื่อชี้ให้จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์เป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.81 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309, 310, 362, 364, 365, 83, 90 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดต่อเสรีภาพตามคำฟ้องของโจทก์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง และมาตรา 310 วรรคหนึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์หรืออธิบดีกรมอัยการ หรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมายลงชื่อรับรองในอุทธรณ์นั้นว่า มีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตามมาตรา 193ตรี แต่ตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง และมาตรา 310 วรรคหนึ่ง โดยอ้างเหตุผลว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาไม่สุจริตอาศัยข้อกฎหมายเป็นเครื่องกำบังร่วมกันจับกุมโจทก์เพื่อกลั่นแกล้งข่มขู่ให้โจทก์เกรงกลัว ไม่กล้าไปเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกฟ้องในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของบริษัทยูนิตี้ ดีวีเอ็ม คอร์เปอเรชั่น จำกัด อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น มิได้มีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 193 ตรี กล่าวคือ ไม่มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อหาความผิดต่อเสรีภาพจึงต้องห้ามตามกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อหาดังกล่าวเป็นการมิชอบ ต้องถือว่าความผิดต่อเสรีภาพตามฟ้องของโจทก์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในข้อหาดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาก็ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในความผิดต่อเสรีภาพอีกต่อไป คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาแต่เฉพาะความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจดับเพลิงห้วยขวางไปจับกุมโจทก์ที่บ้านพักของโจทก์ในความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเคหสถานของโจทก์หรือไม่ และการที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจดับเพลิงเข้าไปจับกุมโจทก์ในบ้านพักเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเจตนาไม่สุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดในฐานะผู้สนับสนุนหรือไม่ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยที่ 3 เข้าไปจับกุมโจทก์ในบ้านพักเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ในปัญหาดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว และมาตรา 81 บัญญัติว่า "จะมีหมายจับหรือไม่ก็ตามห้ามมิให้จับ (1) ในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน" ส่วนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการค้นในที่รโหฐานเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 92ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้น เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นและในกรณีต่อไปนี้ (5) เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้านและการจับนั้นมีหมายจับ หรือจับตามมาตรา 78" บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นมีความหมายโดยสรุปว่า เจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าไปจับกุมบุคคลหนึ่งบุคคลใดในที่รโหฐานได้ต่อเมื่อมีหมายจับบุคคลผู้นั้นและมีหมายค้นที่รโหฐานนั้นด้วย เว้นแต่ในกรณีที่มีผู้ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมบุคคลผู้เป็นเจ้าของบ้าน โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาและแจ้งว่า ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้นั้นตามระเบียบแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงจะมีอำนาจจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากถ้อยคำของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนางมลวิภาและนายเกรียงชัย ได้ร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทโสณ พิงไธสงพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศให้ดำเนินคดีแก่โจทก์กับนายสุเพียรนายชนะ นางทัศนีย์ นายชัยพร และนายสำราญในความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.4 ทั้งขณะที่จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์ จำเลยที่ 3 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์ไปดำเนินคดีในข้อหาความผิดดังกล่าวนอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังได้สำเนารายงานประจำวันฉบับนั้นไปให้โจทก์ดูด้วย คำเบิกความของโจทก์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในขณะจับกุมจึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสามรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอให้จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยแจ้งว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 กับพวกได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามระเบียบแล้ว กรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(4), 81(1) และมาตรา 92(5) ที่ให้อำนาจจำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์ในบ้านพักของโจทก์ได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับ โจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจดับเพลิงห้วยขวางมีหน้าที่แต่เฉพาะในการบรรเทาสาธารณภัย และการจับกุมโจทก์ในครั้งนี้จำเลยที่ 3 ได้กระทำไปโดยมิได้ขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาจึงไม่มีอำนาจจับกุมโจทก์นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจจับกุมผู้กระทำความผิดอาญาได้ทั่วราชอาณาจักร แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 จะมีหน้าที่ในการบรรเทาสาธารณภัยก็ไม่ทำให้อำนาจที่จำเลยที่ 3 มีอยู่ตามกฎหมายสูญสิ้นไป จำเลยที่ 3 ยังคงมีอำนาจอยู่โดยบริบูรณ์ในฐานะเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้มีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(16)การที่จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อนไม่มีผลกระทบกระทั่งต่ออำนาจที่จำเลยที่ 3 มีอยู่แล้วตามกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเพิ่งร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศก่อนเกิดเหตุเพียง 2 วัน พนักงานสอบสวนยังมิได้กระทำการสอบสวนและไม่ได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ไปพบแต่จำเลยที่ 3 อาศัยความสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัวรีบจับกุมโจทก์ไปดำเนินคดี ทั้งที่ไม่ใช่กรณีเร่งด่วนส่อให้เห็นว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์นั้น ในข้อนี้โจทก์เบิกความรับว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกล่าวหาว่า แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน โจทก์จึงตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกหรือจับกุมโจทก์ไปดำเนินคดีได้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดที่โจทก์ถูกกล่าวหาพาจำเลยที่ 3 ไปจับกุมโจทก์แม้จำเลยที่ 1 จะมีเจตนาเร่งรัดเพื่อให้มีการสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์อย่างรวดเร็วก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอให้ฟังว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์โดยมีเจตนาข่มขู่ให้โจทก์กับบุคคลที่เป็นพยานในคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกถูกฟ้องเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าไปเบิกความต่อศาลนั้น ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ไม่มีเหตุผลที่ควรรับฟังแม้แต่น้อยเพราะโจทก์กับนายสุเพียรพยานโจทก์ต่างเบิกความตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุนั้นเองจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ไปบอกนายสุเพียรว่า จำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมโจทก์แล้ว แต่จะไม่จับกุมนายสุเพียรกับผู้ต้องหาอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่โจทก์กับนายสุเพียรและบุคคลเหล่านั้นจะเกรงกลัวคำขู่ของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ยังได้ความจากโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยที่ 3 ควบคุมตัวโจทก์ไปส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินแล้วส่งต่อไปยังสถานีตำรวจนครบาลประเวศ โจทก์ก็ได้รับอนุญาตจากพนักงานสอบสวนให้ประกันตัวไปในวันเดียวกันพฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านของโจทก์เพื่อชี้ให้จำเลยที่ 3 จับกุมโจทก์จึงเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเช่นเดียวกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4711/2542 นาย เกยชัย หวโนดร โจทก์ นาย คมสัน โสมานันท์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เกยชัย หวโนดร · จำเลย - นาย คมสัน โสมานันท์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กำพล ภู่สุดแสวง · อำนวย เต้พันธ์ · ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 1514/2532ฎีกา 8080/2538ฎีกา 7958/2555ฎีกา 213/2554ฎีกา 185/2566ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 1250/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 644/2464ฎีกา 2718/2538ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 435/2535ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา