⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 757/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาฆ่า คือ การใช้อาวุธที่อาจถึงแก่ชีวิตฟันไปที่อวัยวะสำคัญของร่างกาย และพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีโอกาสที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้.

ย่อคำพิพากษา

มีดที่จำเลยใช้ฟันผู้เสียหายมีความยาวประมาณ50 เซนติเมตร แสดงว่าเป็นมีดดาบขนาดใหญ่พอสมควรสามารถใช้เป็นอาวุธประทุษร้ายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้บาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 ปรากฏว่ากระดูกบริเวณหัวไหล่หักหากไม่นำตัวมารักษาอาจถึงแก่ความตายได้ ส่วนผู้เสียหายที่ 2มีบาดแผล 2 แห่ง ที่บริเวณศีรษะและบริเวณต้นคอขวาหากบาดแผลลึกอีกเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้เนื่องจากเป็นอวัยวะสำคัญ แสดงว่าโอกาสที่ฟัน จำเลยฟันโดยเลือกฟันอวัยวะสำคัญ เมื่อพิจารณารวมถึง มูลเหตุโกรธเคืองระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งทะเลาะวิวาทกันมาก่อนเกิดเหตุ และพฤติการณ์ของ จำเลยที่ฟันผู้เสียหายที่ 1 แสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายทั้งสอง โดยมีเจตนาฆ่า ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยใช้มีดดาบ ฟันผู้เสียหายที่ 1 ขณะนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ครั้งหนึ่งแล้ว และขณะผู้เสียหายที่ 1 กำลังวิ่งหนีไปบ้านภริยา ก็ถูกจำเลยตามไล่ฟันอีกครั้ง หากผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีเข้าบ้านภริยาไม่ทันก็อาจถูกจำเลยฟันซ้ำ ถึงแก่ความตายได้ โดยปรากฏว่าจำเลยยังได้ฟันอีกครั้งแต่พลาด ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำผิดโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83, 288 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80จำคุก 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 1เบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบยาวประมาณ 1 ช่วงแขนฟันผู้เสียหายที่ 1 ครั้งแรกถูกที่หัวไหล่ด้านขวาทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ไม่สามารถขับรถจักรยานยนต์ต่อไปได้รถจักรยานยนต์ล้มลงผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนี จำเลยที่ 1ใช้มีดดาบฟันอีกครั้งถูกที่บริเวณแขนขวา เมื่อพิจารณาประกอบกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.7 ปรากฏว่ามีดที่จำเลยที่ 1 ใช้ฟันผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตรแสดงว่ามีดที่ใช้ฟันผู้เสียหายทั้งสองเป็นมีดดาบขนาดใหญ่พอสมควรสามารถใช้เป็นอาวุธประทุษร้ายผู้อื่นถึงแก่ชีวิตได้จำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบฟันผู้เสียหายที่ 1 บริเวณหัวไหล่ด้านขวาบาดแผลมีความยาว 6 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูกหัวไหล่ซึ่งล้วนอยู่ในตำแหน่งอวัยวะสำคัญ ในข้อนี้นายแพทย์ธีรพงษ์แก้วภมร ผู้ทำการตรวจร่างกายของผู้เสียหายที่ 1เบิกความประกอบผลการตรวจชันสูตรบาดแผลว่า บาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 ปรากฏว่ากระดูกบริเวณหัวไหล่หัก หากไม่นำตัวมารักษาอาจถึงแก่ความตายได้เนื่องจากเสียโลหิตมากส่วนผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผล 2 แห่ง ที่บริเวณศีรษะและบริเวณต้นคอด้านขวา นายแพทย์ธีรพงษ์เบิกความว่าหากบาดแผลลึกอีกเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้เนื่องจากเป็นอวัยวะสำคัญ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าได้ใช้มีดฟันผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2 ครั้งแสดงว่าโอกาสที่ฟันจำเลยที่ 1 ฟันโดยเลือกฟันอวัยวะสำคัญบาดแผลดังกล่าวบางแห่งเป็นบาดแผลฉกรรจ์หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีมีโอกาสถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อพิจารณารวมถึงมูลเหตุโกรธเคืองระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งทะเลาะวิวาทกันมาก่อนจะเกิดเหตุและพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ฟันผู้เสียหายที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ฟันผู้เสียหายทั้งสองโดยมีเจตนาฆ่า แต่เนื่องจากแพทย์ทำการรักษาได้ทัน ผู้เสียหายทั้งสองจึงไม่ถึงแก่ความตาย ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ในขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบฟันผู้เสียหายที่ 1 ขณะนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ครั้งหนึ่งแล้ว และขณะผู้เสียหายที่ 1กำลังวิ่งหนีไปบ้านภริยาก็ถูกจำเลยที่ 1 ตามไล่ฟันอีกครั้งหากผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหนีเข้าบ้านภริยาไม่ทันก็อาจถูกจำเลยที่ 1 ฟันซ้ำถึงแก่ความตายได้ โดยปรากฏว่าจำเลยที่ 1ยังได้ฟันอีกครั้งแต่พลาด ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสองจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว แต่เห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงแก่จำเลยที่ 1 หนักเกินไป เนื่องจากขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุเพียง 19 ปี กรณีมีเหตุสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานทำร้ายร่างกายสาหัส ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน อีกทั้งทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1ก็เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันมีเหตุบรรเทาโทษด้วยสมควรลดโทษที่จะลงให้อีกหนึ่งในสาม" พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว คงจำคุก5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพบางส่วนในชั้นสอบสวนและทางนำสืบในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2542 พนักงานอัยการ จังหวัด ศรีสะเกษ โจทก์ นาย วีระพงษ์ เยื้อ ไม้ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ศรีสะเกษ · จำเลย - นาย วีระพงษ์ เยื้อ ไม้ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ชวลิต ธรรมฤาชุ · เดิมพัน จรรยามั่น
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1560/2529ฎีกา 1597/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1162/2508ฎีกา 3578/2531ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 3237/2543ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1386/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ