⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7996/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7996/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกที่ถูกโอนโดยสุจริตให้บุคคลภายนอก ถือเป็นทรัพย์มรดกที่เข้าแทนที่ทรัพย์เดิมตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิรับมรดกของ ส. หนึ่งในสามส่วนของที่ดินมรดก 13 ไร่เศษ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดมายังโจทก์หนึ่งในสามส่วน และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทน การแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนที่ดินดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินมรดกบางส่วนให้จำเลยที่ 3 แล้ว และจำเลยที่ 3 รับโอนโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต จึงไม่อาจเพิกถอนการโอนได้ ดังนั้นเงินที่จำเลยที่ 1 รับมาจากการขายที่ดินมรดกดังกล่าวจึงเข้าแทนที่ที่ดินมรดก ซึ่งถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นมรดกในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง โดยมีส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับรวมอยู่ด้วย ฉะนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์จึงไม่นอกเหนือหรือเกินจากคำขอ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ตรงตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ กรณีมิใช่เป็นเรื่องผิดพลาดเล็กน้อย หรือผิดหลง แต่เป็นเรื่องทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปโจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้แก้ไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 ได้ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเลขที่ น.ส. 3 ก. จากเลขที่ 3706 และ 3707 เป็นเลขที่ 3906 และ 3907 ซึ่งในคำพิพากษาได้พิมพ์ผิดพลาดนั้น เมื่อตามคำพิพากษาฎีกาไม่มีกรณีจะต้องบังคับเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง ดังกล่าว การแก้ไขตามคำขอจึงไม่จำเป็น เพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่ประการใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.226

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๙๕๖, ๒๙๕๕, ๓๗๐๔, ๓๗๕๙, ๓๙๐๖ และ ๓๙๐๗ ตำบลกระนวน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น และบ้านเลขที่ ๑๓๐ หมู่ ๓ เป็นของพันตำรวจโทสมาน กึ่งหนึ่ง ซึ่งตกทอดแก่โจทก์หนึ่งในสามให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากและขายที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๙๕๖ ตำบลกระนวน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ นิติกรรมขายฝาก ขาย และแบ่งขายที่ดิน น.ส.๓. ก. เลขที่ ๒๙๕๕ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๑ นิติกรรมขายและแบ่งขายที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๓๗๕๙ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ ระหว่างจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาบ้านจำนวน ๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๑๗,๕๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ เพียงว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาที่ดินมรดกแก่โจทก์ เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิรับมรดกของพันตำรวจโทสมาน หนึ่งในสามส่วน เฉพาะที่ดินมรดกตามฟ้องคิดเป็นที่ดิน ๑๓ ไร่ ๓ งาน ๘๘ ตารางวา ราคา ๑๙๕,๕๘๐ บาท แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้พิพากษาว่าที่ดินมรดกตามฟ้องเป็นมรดกตกทอดมายังโจทก์หนึ่งในสามส่วน และขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ไปทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมไปทำนิติกรรมจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ โดยมิได้ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนที่ดินดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ โอนขายที่ดินมรดกบางส่วนให้จำเลยที่ ๓ แล้ว และจำเลยที่ ๓ รับโอนโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต จึงไม่อาจเพิกถอน การโอนได้ ดังนั้นเงินที่จำเลยที่ ๑ รับมาจากการขายที่ดินมรดกจึงเข้าแทนที่ที่ดินมรดก ซึ่งถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นมรดกในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๖ วรรคสอง โดยมีส่วนที่โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับรวมอยู่ด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์จึงไม่นอกเหนือหรือเกินคำขอ อนึ่ง ที่โจทก์ยื่นคำร้อง ขอให้แก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นพิพากษาผิดพลาดคลาดเคลื่อนเล็กน้อย กล่าวคือพิพากษาว่า สำหรับที่ดิน น.ส.๓. ก. เลขที่ ๓๗๐๔, ๓๗๐๖ และ ๓๗๐๗ เป็นทรัพย์มรดก แต่โจทก์มิได้มีคำขอมาในคำฟ้องจึงไม่อาจบังคับให้ได้ ความจริงโจทก์ได้ขอมาในคำฟ้องข้อ ๑ ของโจทก์แล้ว จึงขอให้ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาให้บังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ตรงตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ กรณีมิใช่เป็นเรื่องผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลง แต่เป็นเรื่องทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้แก้ไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ ได้ ส่วนการแก้ไขเลขที่ น.ส.๓ ก. จากเลขที่ ๓๗๐๖ และ ๓๗๐๗ เป็นเลขที่ ๓๙๐๖ และ ๓๙๐๗ ซึ่งเป็นการพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อย เห็นว่า เมื่อตามคำพิพากษาศาลฎีกาไม่มีกรณี จะต้องบังคับเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว การแก้ไขตามที่ขอจึงไม่จำเป็น เพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่ประการใด พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7996/2542 นางพุ่ม หรือพุ่มพวง ทองบ่อ โจทก์ นางทองสอนหรืออุดมลักษณ์ ทองบ่อ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพุ่ม หรือพุ่มพวง ทองบ่อ · จำเลย - นางทองสอนหรืออุดมลักษณ์ ทองบ่อ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประชา ประสงค์จรรยา · อรพินท์ เศรษฐมานิต · สุรพล เจียมจูไร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายพงศักดิ์ กิติสมเกียรติ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมพันธ์ พันธุสิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 533/2521ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา