คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาว่าคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ หากคดีอาญาถึงที่สุดแล้วก่อนฟ้องคดีแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา และสิทธิฟ้องคดีแพ่งมีอายุความ 10 ปี
ย่อคำพิพากษา
การพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นว่าเป็นการกระทำที่ เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ การที่โจทก์ฟ้องจำเลย ในทางแพ่งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายอันเนื่องมาจาก จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมก็โดยอาศัยเหตุจากที่โจทก์ เคยแจ้งความร้องทุกข์ให้อัยการศาลมณฑลทหารบกฟ้องจำเลย คดีก่อนในทางอาญาเรื่องจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว ซึ่งศาลมณฑลทหารบกพิพากษาลงโทษจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่อง กับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ว่า จำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ก่อนที่ โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/32(มาตรา 168 เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสามคดีอาญาก่อนถึงที่สุดวันที่ 28 เมษายน 2538 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2538 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์ ไม่ขาดอายุความ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 918เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2534 โจทก์ตรวจสอบพบว่าเอกสารสิทธิของที่ดินโจทก์ดังกล่าวถูกเปลี่ยนแปลงรายการผู้มีสิทธิครอบครองจากชื่อโจทก์ไปเป็นชื่อจำเลยโดยมีการทำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2532 ให้จำเลยเป็นผู้ทำการจดทะเบียนนิติกรรมโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยโดยโจทก์ไม่ทราบมาก่อน โจทก์จึงร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยศาลมณฑลทหารบกที่ 14 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุด ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองระหว่างโจทก์จำเลยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 918 ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2532 ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่คืนขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ใหม่
จำเลยให้การว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม และจำเลยเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนับแต่วันจดทะเบียนจนปัจจุบัน โจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบเหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินนั้น และจำเลยครอบครองที่ดินดังกล่าวเกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง
ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับกันว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน2534 โจทก์ตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2532 โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามฟ้องให้แก่จำเลย ครั้นวันที่ 18 เมษายน 2532 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์จึงฟ้องจำเลย (ที่ถูกโจทก์ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย) ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2538ศาลมณฑลทหารบกที่ 14 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานโจทก์จำเลย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมโอนสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 918 ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลย ตามสารบัญจดทะเบียนรายการลงวันที่ 13 มกราคม 2532 ตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2532 ให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 918 ดังกล่าวคืนโจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีได้ความว่าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2532 จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโจทก์ตามฟ้องให้แก่จำเลยโดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2532ซึ่งโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ต่อมาโจทก์ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยและศาลมณฑลทหารบกที่ 14 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 264 จำคุก 1 ปี คดีถึงที่สุด โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามฟ้องระหว่างโจทก์จำเลยคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในชั้นนี้เพียงว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าคดีแพ่งใดเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้นเองว่าเป็นการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในทางแพ่งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายอันเนื่องมาจากจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมก็โดยอาศัยเหตุจากที่โจทก์เคยแจ้งความร้องทุกข์ให้อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 14 ฟ้องจำเลยคดีก่อนในทางอาญาเรื่องจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งศาลมณฑลทหารบกที่ 14พิพากษาลงโทษจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว นับได้ว่าทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาต่างมีประเด็นสำคัญโดยตรงเป็นอย่างเดียวกัน เช่นนี้ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้นในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ว่าจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาลงโทษจำเลยก่อนที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/32 (มาตรา 168 เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 28 เมษายน 2538 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2538 ยังไม่เกิน10 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2542
นาง พนิดา สมบัติ วงศ์ โจทก์
นาวาตรี สานิต สังข์ศิลป์ชัย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง พนิดา สมบัติ วงศ์ · จำเลย - นาวาตรี สานิต สังข์ศิลป์ชัย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุวัตร์ สุขเกษม · จรัญ หัตถกรรม · ชนะ ภาสกานนท์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ