⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2321/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแปรสภาพบริษัทเอกชนเป็นบริษัทมหาชนเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ไม่ต้องปฏิบัติตามหลักการโอนสิทธิเรียกร้องโดยนิติกรรม และผู้ค้ำประกันหนี้เดิมย่อมไม่หลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อมีการทำหนังสือชำระหนี้แทนโดยมิใช่การแปลงหนี้ใหม่

ย่อคำพิพากษา

เมื่อโจทก์แปรสภาพจากบริษัทเอกชนจำกัดเดิมมาเป็นบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์ย่อมต้องรับโอนไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ และความรับผิดต่าง ๆ จากบริษัทเอกชนเดิมทั้งสิ้น ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 185 จึงเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มิใช่การโอนสิทธิเรียกร้องโดยนิติกรรมระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนในอันที่จะต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย เมื่อสำเนาคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เลตเตอร์ออฟเครดิตและตั๋วแลกเงินเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง มีข้อความปรากฏชัดว่า บริษัท บ. ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้ภายในประเทศเพื่อประโยชน์แก่บริษัท ย. ในการซื้อสินค้าจากบริษัท ย. พอเข้าใจได้ว่า บริษัท บ. ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อธนาคารโจทก์เพื่อซื้อสินค้าใด โจทก์จ่ายสินค้าใด ให้ผู้ใด และเป็นเงินจำนวนเท่าใด และที่จำเลยที่ 2 สามารถให้การต่อสู้คดีได้นั้น แสดงว่าโจทก์ได้บรรยายคำฟ้องประกอบกับเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวชัดแจ้งพอให้จำเลยที่ 2 ได้เข้าใจข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม หนังสือชำระหนี้แทน ที่จำเลยที่ 3 ทำไว้ต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้แทนบริษัท บ. ไม่มีข้อความตอนใดอาจแปลไปได้เลยว่าจะให้หนี้เดิมของบริษัท บ. ระงับไป จึงเป็นเพียงสัญญาที่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ซึ่งยอมชำระหนี้แทนบริษัท บ. เท่านั้น มิใช่การแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัท บ. ย่อมไม่หลุดพ้นจากความรับผิด ส่วนในเรื่องอายุความ หากจำเลยไม่ได้ตั้งประเด็นในเรื่องอายุความไว้ โจทก์ย่อมไม่จำเป็นต้องนำสืบ และการที่อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้เช่นนี้ ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้สำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ ยังไม่เกินกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงยังไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.690 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.692 พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม.185

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ 4,604,223.63 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,952,614.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์แปรสภาพจากบริษัทเอกชนจำกัดเดิมมาเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้วโจทก์ย่อมต้องรับโอนไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ และความรับผิดต่าง ๆ จากบริษัทเอกชนจำกัดเดิมทั้งสิ้น ทั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 185 กรณีจึงเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มิใช่การโอนสิทธิเรียกร้องโดยนิติกรรมระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนในอันที่จะต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น เมื่อสำเนาคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เลตเตอร์ออฟเครดิตแและตั๋วแลกเงินพร้อมคำแปลเอกสารท้ายคำฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ซึ่งเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวมีข้อความปรากฏชัดว่า บริษัทบางกอกผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม จำกัด ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้ภายในประเทศเพื่อประโยชน์แก่บริษัทยูนิซันเทรดดิ้ง จำกัด ในการซื้อสินค้า แม้คำแปลเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวจะสับสนไปบ้าง แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า เพื่อซื้อสินค้าใด โจทก์จ่ายค่าสินค้าใด ให้ผู้ใด และเป็นเงินจำนวนเท่าใดแล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 2 ก็ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดในหนี้ของบริษัทบางกอกผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม จำกัด ต่อโจทก์เพราะหนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทดังกล่าวกับโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องขาดอายุความ 10 ปี แล้ว เพราะหลังจากที่โจทก์ชำระหนี้ค่าสินค้าให้ผู้ขายแทนบริษัทบางกอกผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม จำกัด ไป โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่บริษัทดังกล่าวเสียภายในเวลาที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่เวลาที่โจทก์ได้ชำระแทนบริษัทนั้นไป แต่โจทก์กลับใช้สิทธิบอกกล่าวให้บริษัทดังกล่าวและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดร่วมกับบริษัทนั้น ดังนี้ ที่จำเลยที่ 2 สามารถให้การต่อสู้คดีได้เช่นนั้น แสดงว่าโจทก์ได้บรรยายคำฟ้องประกอบกับเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวชัดแจ้งพอให้จำเลยที่ 2 ได้เข้าใจข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ก็ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามหนังสือชำระหนี้แทนเอกสารหมาย จ. 21 เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนแปลงตัวลูกหนี้นั้น เมื่อไม่มีข้อความตอนใดอาจแปลไปได้เลยว่าจะให้หนี้เดิมของบริษัทบางกอกผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม จำกัด ระงับ แม้จะรับฟังได้ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ตกลงด้วยตามหนังสือชำระหนี้แทนเอกสารหมาย จ. 21 ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงให้หนี้เดิมระงับไป โจทก์จึงมีสิทธิเลือกที่จะบังคับชำระหนี้ได้ทั้งสองทางโดยมิให้จำนวนเกินไปกว่ามูลหนี้ที่แท้จริงเท่านั้น หนังสือชำระหนี้แทนเอกสารหมาย จ. 21 จึงเป็นเพียงสัญญาที่จำเลยที่ 3 ยอมชำระหนี้แทนบริษัทบางกอกผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม จำกัด ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 แต่มิใช่การแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมจึงยังไม่ระงับ ดังที่โจทก์ยังได้รับชำระหนี้รายนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายอยู่ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าวย่อมไม่หลุดพ้นจากความรับผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกันกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การนำสืบโจทก์นอกฟ้องและคดีขาดอายุความ หากฝ่ายจำเลยไม่ได้ตั้งประเด็นในเรื่องอายุความไว้ โจทก์ย่อมไม่จำเป็นต้องนำสืบว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ข้อที่ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความไม่ใช่ข้อหาหรือข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาหรือคำขอบังคับที่ต้องบรรยายไว้ในคำฟ้องโดยแจ้งชัด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง การนำสืบของโจทก์จึงไม่ได้เป็นการนำสืบนอกฟ้อง ส่วนในปัญหาเรื่องอายุความนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทดังกล่าวถูกฟ้องล้มละลายและถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในวันที่ 26 กรกฎาคม 2526 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ. 26 ในวันที่ 6 กันยายน 2526 อายุความของหนี้รายนี้จึงสะดุดหยุดลง และการที่อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้เช่นนี้ ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี สำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 192/30 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2543 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายวิรีย์ เภกะนันท์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายวิรีย์ เภกะนันท์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายเมธี คฤโฆษ · ศาลอุทธรณ์ - นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 537/2540ฎีกา 6296/2545ฎีกา 3806/2549ฎีกา 1712/2539ฎีกา 4161/2532ฎีกา 6339/2538ฎีกา 977/2543ฎีกา 5692/2538ฎีกา 2749/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา