⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3136/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3136/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ศาลรับฟังเอกสารภาษาต่างประเทศโดยไม่ต้องมีคำแปลได้ เว้นแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล * การวินิจฉัยให้จ่ายเงินแก่โจทก์โดยที่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลรับฟังเอกสารภาษาต่างประเทศทั้งฉบับโดยโจทก์ไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทย เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมาย มิใช่ข้อเท็จจริง แต่เอกสารนั้นคู่ความส่งต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยยื่นต่อศาลเสมอไปนอกจากศาลสั่งให้ทำคำแปล เมื่อศาลมิได้สั่งให้ทำคำแปล ศาลย่อมรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แม้จำเลยมิได้ให้การถึงเงินสะสม 10,000 บาทว่าโจทก์มีสิทธิได้รับหรือไม่เพียงใด ซึ่งต้องถือว่าจำเลยรับว่าโจทก์มีสิทธิรับเงินสะสม 10,000 บาทก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้รับเงินสะสมไปบ้างแล้ว การที่ศาลวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายเงินสะสมแก่โจทก์อีกโดยที่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับย่อมไม่ชอบซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอุทธรณ์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2538 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นช่างเทคนิค อัตราค่าจ้างเดือนละ 11,400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2540 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,360 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 34,200บาท เงินสะสมจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าชดเชยจำนวน 34,200 บาท จำเลยให้การด้วยวาจาว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 โจทก์มิได้ไปทำงานแต่ได้ใช้เพื่อนพนักงานคนอื่นตอกบัตรบันทึกเวลาการทำงานแทนซึ่งเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำความผิดร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตอกบัตรบันทึกเวลาการทำงานอาจทำงานผิดพลาดหรือบกพร่องได้โจทก์โทรศัพท์ขอลาป่วยต่อผู้บังคับบัญชาในวันที่ 6 พฤษภาคม 2540และเขียนใบลาป่วยในวันรุ่งขึ้นทันทีที่กลับไปทำงาน พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดร้ายแรงจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เงินสะสมและค่าชดเชยแก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,360 บาท ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 34,200 บาท และเงินสะสมจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าชดเชยจำนวน 34,200 บาทแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศทั้งฉบับโดยโจทก์ไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทยเป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์เป็นข้อกฎหมายมิใช่ข้อเท็จจริงดังที่โจทก์แก้อุทธรณ์ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้ แต่เอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศนั้นคู่ความส่งต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยยื่นต่อศาลเสมอไป นอกจากศาลสั่งให้ทำคำแปลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เมื่อศาลมิได้สั่งให้โจทก์ทำคำแปล ศาลย่อมรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายเงินสะสมจำนวน 10,000 บาทโดยที่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงินสะสมไปแล้วเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ให้การถึงเงินสะสมจำนวน 10,000 บาทว่าโจทก์มีสิทธิได้รับหรือไม่เพียงใด ซึ่งต้องถือว่าจำเลยรับว่าโจทก์มีสิทธิรับเงินสะสม 10,000 บาทก็ตามแต่ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าโจทก์ได้รับเงินสะสมไปบ้างแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายเงินสะสมแก่โจทก์อีก โดยที่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยย่อมมีสิทธิยกปัญหาข้อกฎหมายนี้ขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยหาได้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ดังที่โจทก์แก้อุทธรณ์ไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสะสมจำนวน 10,000 บาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจ่ายเงินสะสมให้โจทก์แล้วเป็นจำนวน 7,404.24 บาท ดังนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายเงินสะสมให้โจทก์อีกเพียง 2,595.76 บาทเท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสะสมจำนวน 10,000 บาทแก่โจทก์ จึงไม่ถูกต้องอุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินสะสมจำนวน 2,595.76 บาทคืนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3136/2543 นายไชยพร สูงสุด โจทก์ บริษัทอีทีเอ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายไชยพร สูงสุด · จำเลย - บริษัทอีทีเอ (ประเทศไทย) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · สละ เทศรำพรรณ · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 3563/2543ฎีกา 3116/2529ฎีกา 4715/2542ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 367/2568ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1646/2546ฎีกา 5086/2537ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 8988/2550ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 2093/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ