⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4638/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4638/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ย่อมระงับหนี้เดิม และทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้เดิมนั้น เว้นแต่ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงรับผิดในหนี้ใหม่ที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าสินค้าไม่ส่งมอบให้โจทก์อันเป็นความเสียหายจากการทำงาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานแล้วก็ตาม แต่เมื่อต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากการทำงานและความผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงาน จึงระงับสิ้นไป ทั้งฟ้องของโจทก์ก็บรรยายว่าโจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง คือหนี้ที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่ขอให้บังคับตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน การที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.698 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.52

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนฐานผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 2,343,457.28 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าตอบแทนการขาย และค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 5,229,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 5 เฉพาะเรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงาน ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์ไปขายให้แก่ลูกค้าแล้วเก็บเงินค่าสินค้ามาแต่ไม่ส่งมอบให้โจทก์ โดยเบียดบังไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนเป็นเงิน 2,343,457.28 บาท กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวนเงิน 2,231,257.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 กระทำการยักยอกเงินค่าสินค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำงานซึ่งจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานก็ตาม แต่ปรากฏว่าต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและขอผ่อนชำระแก่โจทก์ จึงเป็นผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่เกิดจากการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 852 และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เปลี่ยนมาเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปเนื่องจากการระงับสิ้นไปของหนี้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังจะเห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว โจทก์ยังต้องให้จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้อันเกิดจากสัญญาประนีประยอมความของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ 5 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้ว ทั้งฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า โจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง มิใช่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงไม่ชอบและเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ส่วนจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ก็เห็นว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าคดีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความของจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยที่ 5 ในศาลที่มีอำนาจต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 อีก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4638/2543 บริษัทโอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางพรทิพย์ โพธิ์ทองหรือนพรัตน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทโอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นางพรทิพย์ โพธิ์ทองหรือนพรัตน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กมล เพียรพิทักษ์ · สละ เทศรำพรรณ · พูนศักดิ์ จงกลนี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 4541/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา