คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ตราสารที่ไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แต่ในคดีอาญาให้นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้.
ย่อคำพิพากษา
ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
ในคดีอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2538 มาตรา 4 เมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมีสัญญากู้ยืมเงินแม้ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้ว
(วรรคหนึ่ง วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาครั้งที่ 3/2544)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลรัษฎากร ม.118 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันออกเช็คจำนวนสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๙ จำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ฉบับที่สองลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ ผู้เสียหายนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายเพื่อเรียกเก็บเงิน ตามเช็ค แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๓๙ ทั้งสองฉบับ โดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณานายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓ ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ กระทงแรกให้ลงโทษจำคุกคนละ ๘ เดือน กระทงที่สองให้ลงโทษจำคุกคนละ ๕ เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๒ เดือน
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า กระทงแรกให้จำคุกคนละ ๔ เดือน กระทงที่สองให้จำคุกคนละ ๒ เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะจำเลยที่ ๒ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๒ ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ ๑ ว่ากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้โจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาพินิจพิจารณาโดยรอบคอบตามคำเบิกความและพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้วตามพฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากบัญชีของจำเลยที่ ๑ ถูกปิดลงก่อนที่โจทก์ร่วมจะนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างในคดีนี้นั้นปิดอากรแสตมป์เพียง ๒๐ บาท ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ ๕ ระบุว่า การกู้ยืมเงินทุนจำนวนเงิน ๒,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๒,๐๐๐ บาท แห่งยอดเงินให้กู้ยืม จะต้องปิดอากรแสตมป์ ๑ บาท จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น จึงต้องปิด อากรแสตมป์ ๑๕๐ บาท การที่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินไม่ครบ ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว?" จึงมีปัญหาวินิจฉัยว่าเช็คพิพาทที่ออกชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จะเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันจะทำให้จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตาม ป. รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ตราสารใดไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญา ไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังพยานหลักฐานได้ ดังนั้น ในคดีอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ เมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมีสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ครบ องค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงมีความผิดตามฟ้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ .
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2544
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี โจทก์
นายนิกร ตังควัฒนา โจทก์ร่วม
นางนฤพร สุทธิสารหรือนางธนธรณ์ มุสิกะวัน กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี · โจทก์ร่วม - นายนิกร ตังควัฒนา · จำเลย - นางนฤพร สุทธิสารหรือนางธนธรณ์ มุสิกะวัน กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ดลจรัส รัตนโศภิต · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ประพันธ์ ทรัพย์แสง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงอุบลราชธานี - นางนงนุช ดุษฎีพร · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายจรูญ อินทจาร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา