⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2572/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งต่อผลต่างกัน ถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้มีเจตนาเดียวกัน. ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยโทษที่เหมาะสมได้ แต่ต้องไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย. การพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย.

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยตั้งใจเข้าไปเก็บเอาไม้กฤษณาเพื่อนำออกไปขายหาเลี้ยงชีพ แต่ก่อนที่จำเลยจะได้ไม้กฤษณามาเพื่อนำออกไปขาย จำเลยได้ตัดโค่นต้นไม้กฤษณาและเซาะต้นไม้กฤษณาเป็นชิ้นแล้วรวบรวมไว้ซึ่งเป็นเจตนาและการกระทำต่างหากจากการครอบครองเพื่อนำออกไปขาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน คดีขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่าโทษที่ศาลล่างลงแก่จำเลยเหมาะสมหรือไม่ แต่ต้องไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทำไม้หวงห้าม และมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 , 73 การที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.14 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.11 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.29 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.38 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.54 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.57

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๒๙ , ๒๙ ทวิ , ๗๑ ทวิ , ๗๔ , ๗๔ ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔ , ๓๑ , ๓๕ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๘ , ๕๔ , ๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๑๑ , ๒๙ วรรคหนึ่ง , ๗๑ ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔ , ๓๑ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๘ วรรคหนึ่ง , ๕๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๘ วรรคหนึ่ง , ๕๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกคนละ ๑ ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๒๙ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๑ ทวิ อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ ๖ เดือน รวมจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๙ เดือน ริบของกลางทั้งหมด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นความผิด และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาเดียวกันตั้งแต่ต้น คือ จำเลยทั้งสองตั้งใจที่จะเข้าไปเก็บเอาไม้กฤษณาเพื่อนำออกไปขายหาเลี้ยงชีพ ซึ่งน่าจะมองได้ว่าเป็นการกระทำความผิดที่มีเพียงเจตนาเดียว น่าจะเป็นการกระทำกรรมเดียวเท่านั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองตั้งใจที่จะเข้าไปเก็บเอาไม้กฤษณาเพื่อนำออกไปขายหาเลี้ยงชีพ แต่ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะได้ไม้กฤษณามาเพื่อนำออกไปขาย จำเลยทั้งสองได้ตัดโค่นต้นไม้กฤษณาและเซาะต้นไม้กฤษณาเป็นชิ้นแล้วรวบรวมไว้ ซึ่งเป็นเจตนาและการกระทำต่างหากจากการครอบครองเพื่อนำออกไปขาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่การกระทำอันเป็นกรรมเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาดังกล่าวเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่าโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยทั้งสองนั้นเหมาะสมหรือไม่ แต่ต้องไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง โดยศาลฎีกาเห็นว่า แม้การกระทำความผิดตามฟ้องของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงเครื่องมือที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดซึ่งเป็นเพียงมีดและขวานที่ไม่ปรากฏว่ามีขนาดใหญ่เพียงใด และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ทำการโค่นต้นไม้เป็นบริเวณกว้างเพียงใด ไม้กฤษณาที่จำเลยทั้งสองรวบรวมมาได้มีน้ำหนักเพียง ๗ กิโลกรัม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาต และได้ความจากฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีอาชีพทำไร่ การเก็บหาไม้กฤษณาดังกล่าวไปก็เพื่อนำไปขายหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อโจทก์รับสำเนาฎีกาแล้วไม่แก้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปเพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว อันเป็นการกระทำเพื่อการยังชีพของตนเองและบุคคลในครอบครัว ซึ่งภายใต้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในยามนี้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงหาเป็นการร้ายแรงเท่าใดนัก เมื่อไม่ปรากฎว่าจำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดถึงต้องโทษจำคุกมาก่อน ตามสภาพแห่งการกระทำความผิดสมควรรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสอง เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสองได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองเข็ดหลาบและยำเกรงต่อกฎหมาย สมควรปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำไม้หวงห้าม และมิได้ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๑๑ , ๗๓ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๑๑ และศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๑๑ ให้ปรับจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๘ , ๕๔ วรรคหนึ่ง คนละ ๕,๐๐๐ บาท กับปรับจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๒๙ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๑ ทวิ คนละ ๑,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับจำเลยทั้งสองคนละ ๖,๐๐๐ บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับคนละ ๓,๐๐๐ บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2544 พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ นายสำรวย ปฏิสังข์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา · จำเลย - นายสำรวย ปฏิสังข์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีดี รุ่งวิสัย · อัธยา ดิษยบุตร · สมศักดิ์ เนตรมัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายชูศักดิ์ ฉัตรชุติมากร · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 1588/2479ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1638/2492ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา