⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2711/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีเป็นโมฆะ และสัญญาที่ถูกอำพรางไว้ก็เป็นโมฆะเช่นเดียวกันหากไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท โจทก์กู้เงินจากมารดาจำเลยหลายครั้ง โจทก์มอบโฉนดที่ดินให้มารดาจำเลยไว้เป็นประกัน ต่อมามารดาจำเลยแจ้งว่าโจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทและในวันเดียวกันนั้น โจทก์กับจำเลยก็ได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่บ้านของมารดาจำเลยในราคา 180,410 บาท เจตนาของโจทก์จำเลยที่แท้จริง คือต้องการขายฝากที่ดินพิพาท โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาท สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้ก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสองและมาตรา 152 เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะคู่สัญญาคือโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ คือ โจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย และจำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธในยอดหนี้ที่มารดาจำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งยอมไถ่ถอนที่ดินพิพาทในราคา 180,410 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง ต้องถือว่ามีการรับเงินหรือหักกลบลบหนี้กันตามจำนวนดังกล่าว เมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะโจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวน 180,410 บาท แก่จำเลย แต่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์คืนเงินเพียง 180,000 บาท ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเกินไปจากคำขอฎีกาของจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.152 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.154 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.155 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.491

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๖๑๔ ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์ จำเลย ฉบับลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙ (ที่ถูก ๒๕๒๙) เป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมขายฝากจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ต้องบังคับตามนิติกรรมขายฝาก โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และให้จำเลยรับชำระหนี้ ๑๘๐,๔๑๐ บาท จากโจทก์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๖๑๔ ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลย ฉบับลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๙ เป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน ๖๓,๐๐๐ บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับรอง ศาลฎีกาพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๖๑๔ ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๒ งาน โจทก์กู้เงินจากนางแอ๊ว จงจิราวโรจน์ หรือชะนะวานิชย์ มารดาจำเลยหลายครั้งรวมเป็นเงิน ๖๓,๐๐๐ บาท โจทก์มอบโฉนดที่ดินให้มารดาจำเลยไว้เป็นประกันและชำระดอกเบี้ยบางส่วน มารดาจำเลยแจ้งว่าโจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น ๑๘๐,๔๑๐ บาท ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๙ โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๖๑๔ ในราคา ๑๘๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล. ๓ ในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่บ้านของมารดาจำเลยในราคา ๑๘๐,๔๑๐ บาท ตามสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ และ ล. ๑ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาขายที่ดินพิพาทหรือขายฝากต่อกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทตามสัญญาเอกสารหมาย จ. ๒ มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล. ๓ สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๕ วรรคสอง และมาตรา ๑๕๒ เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะคู่สัญญาคือโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ คือโจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ปัญหาคงมีว่า โจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลยเท่าใด เห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์จะอ้างว่ากู้เงินจำเลยเพียง ๖๓,๐๐๐ บาท ค้างชำระดอกเบี้ย ๙๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับตามที่มารดาจำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม ๑๘๐,๔๑๐ บาท นอกจากนั้นโจทก์ได้ร้องเรียนต่อกรมอัยการกล่าวอ้างว่าโจทก์กู้เงินจำเลย ๘๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ. ๓ ข้อเท็จจริงจึงไม่แน่ชัดว่าโจทก์ค้างชำระเงินต้นเท่าใดและดอกเบี้ยเท่าใด แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธในยอดหนี้ที่มารดาจำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งยอมไถ่ถอนที่ดินพิพาทในราคา ๑๘๐,๔๑๐ บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง ต้องถือว่ามีการรับเงินหรือหักกลบลบหนี้กันตามจำนวนดังกล่าว เมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวน ๑๘๐,๔๑๐ บาท แก่จำเลย มิใช่ ๖๓,๐๐๐ บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย แต่เนื่องจากจำเลยฎีกาขอให้โจทก์คืนเงินเพียง ๑๘๐,๐๐๐ บาท ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเกินไปจากคำขอฎีกาของจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2544 นายหล่อ ชื่นชอบ โจทก์ นายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหล่อ ชื่นชอบ · จำเลย - นายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน ปัทมราชวิเชียร · สมชัย เกษชุมพล · สุมิตร สุภาดุลย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายวิโรจน์ สัพบัญญูวิทย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายทวี เนียมประดิษฐ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3375/2532ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 4590/2553ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2460/2517ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4007/2552ฎีกา 6058/2538ฎีกา 4832/2536ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1657/2503
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา