⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4561/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4561/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกจะผูกพันบุคคลภายนอกก็ต่อเมื่อบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น. ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หาโดยมิได้แสดงว่าเป็นสินส่วนตัว ถือเป็นสินสมรส.

ย่อคำพิพากษา

บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสต่อท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงยกบ้านพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามนั้นเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง แต่บุตรทั้งสามไม่ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ซึ่งหากฟังได้ตามที่โจทก์อ้าง โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนละครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ยินยอมด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ว. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ระหว่างปี 2514 ถึง 2516ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เดิม มาตรา 1466 เพราะการให้มิได้แสดงว่าให้ไว้เป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1464(3) และกรณีเป็นการยกให้ก่อนปี 2519 จึงไม่อาจใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 บังคับ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เคยขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่ ท. เมื่อปี 2525 และมิได้ไถ่คืนภายในกำหนด ต่อมาจึงได้ซื้อคืนจาก ท. เมื่อปี 2526 แม้จะใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1474(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ตามมาตรา 1361 วรรคสอง แต่ยังคงมีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1361 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.374 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1361 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1474

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินและบ้านกลับคืนให้จำเลยที่ 1 และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2122ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งว่า เดิมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสต่อท้ายทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงยกบ้านพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามนั้น เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง แต่บุตรทั้งสามไม่ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ซึ่งหากฟังได้ตามที่โจทก์อ้าง โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยไปขายให้แก่จำเลยที่ 2โดยโจทก์มิได้ยินยอมด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4ยังมิได้วินิจฉัย แต่คู่ความได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4วินิจฉัย สำหรับปัญหาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่นั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนางแหวน เจริญศรี มารดา จำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2511 แต่เพิ่งจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2513 หลังจากโจทก์สมรสกับจำเลยที่ 1 ประมาณ 3 ถึง 4 ปีและมีบุตร 1 คนแล้ว นางแหวนจึงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1หลังจากยกที่ดินพิพาทให้แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันสร้างบ้านขึ้น1 หลัง เป็นการสร้างไปเรื่อย ๆ จนปี 2516 ก็สามารถเข้าพักอาศัยได้และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2518 เห็นว่า ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 9 บุตรสามคนของโจทก์และจำเลยที่ 1 เกิดในปี 2514ปี 2516 และปี 2522 ตามลำดับ เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองประกอบสำเนาทะเบียนบ้านแล้วน่าเชื่อว่านางแหวนยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 ในระหว่างปี 2514 ถึงปี 2516 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดบุตรคนที่หนึ่งแล้ว แต่บุตรคนที่สองยังไม่เกิด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ลงมือสร้างบ้านก่อน และในปี 2516 จึงสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ในปีดังกล่าวที่โจทก์ตอบทนายความจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ได้รับยกให้ที่ดินจากมารดาจำเลยที่ 1 ในวันที่ 11 มีนาคม 2523 ตามเอกสารหมาย ล.1นั้น น่าจะเป็นการเข้าใจผิดเพราะขัดกับคำเบิกความตอนต้นของโจทก์และตามเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2368 นั้น ไม่มีรายการจดทะเบียนว่านางแหวนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ในวันที่ 11 มีนาคม 2523 แต่วันที่ 11 มีนาคม 2523 นั้นเป็นวันที่เจ้าพนักงานออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีชื่อของนางแหวนเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแสดงว่านางแหวนน่าจะยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ก่อนวันดังกล่าว แต่เพิ่งมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 11 มีนาคม 2523วันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อยืนยันว่าเป็นวันที่นางแหวนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1นอกจากนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางทอง โพธิ์ยันต์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2525ได้ระบุว่าที่ดินพิพาทที่ขายฝากนี้ จำเลยที่ 1 ได้มาโดยการรับให้และถือครองมา 14 ปี จึงเป็นข้อยืนยันว่ามิใช่เพิ่งจะรับให้เมื่อปี 2523ก่อนจดทะเบียนขายฝากเพียง 2 ปี แต่เป็นการรับให้ก่อนหน้านั้นมากว่า10 ปีแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์และนางแหวน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นางแหวนได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ระหว่างปี 2514 ถึง 2516 ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิมมาตรา 1466เพราะการให้มิได้แสดงว่าให้ไว้เป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1464(3)และกรณีเป็นการยกให้ก่อนปี 2519 จึงไม่อาจใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 บังคับดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์จำเลยที่ 1 และสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.4 ว่า จำเลยที่ 1เคยขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่นางทองเมื่อปี 2525 และมิได้ไถ่คืนภายในกำหนดต่อมาจึงได้ซื้อคืนจากนางทองเมื่อปี 2526 แม้จะใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1474(1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 จึงไม่มีทางโต้แย้งเป็นอื่น นอกจากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และโจทก์กับจำเลยที่ 1จดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต้องแบ่งสินสมรสคนละส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 แต่เมื่อยังมิได้แบ่งกันจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์ ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้ทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สัญญาดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง แต่ยังคงมีผลผูกพันกรรมสิทธิ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1361 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.5 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2122ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 ระหว่างจำเลยทั้งสอง เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หนึ่งในสองส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4561/2544 นาย กมล สาลาสุตา โจทก์ นาง กานดา เจริญศรีหรือสาลาสุตา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย กมล สาลาสุตา · จำเลย - นาง กานดา เจริญศรีหรือสาลาสุตา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน ปัทมราชวิเชียร · สมชัย เกษชุมพล · สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1793/2549ฎีกา 631/2541ฎีกา 305/2511ฎีกา 1858-1859/2515ฎีกา 130/2538ฎีกา 3409/2554ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 186/2565ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ