คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6056/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีเกี่ยวกับการคุมความประพฤติเป็นที่สุด และไม่อาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนด อันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ จึงให้ยกเลิกการคุมความประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ เมื่อจำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานมีและเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๕๗, ๖๗, ๙๑ และขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๓ ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามฟ้อง แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ๒ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสี่ โดยให้จำเลยทั้งสี่มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือน มีกำหนด ๑ ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสี่และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด ๒๔ ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง
ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๓ ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดอันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติและให้ลงโทษจำคุกซึ่งรอการลงโทษไว้
จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน
จำเลยที่ ๓ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑ ปี และปรับ ๒๐,๔๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑ ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงาน คุมประพฤติทุก ๓ เดือน และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยที่ ๓ และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด ๒๔ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ จำเลยที่ ๓ ไม่ไปรายงานตัวตามกำหนด ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ ๓ ไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดอันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ จึงให้ยกเลิกการคุมความประพฤติและเปลี่ยนโทษจากการรอการลงโทษจำคุกเป็นไม่รอการลงโทษ เมื่อจำเลยที่ ๓ อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง จำเลยที่ ๓ จะฎีกาไม่ได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทมาตราใดที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ ๓ มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้
พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ ๓.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6056/2544
พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี โจทก์
นางกานต์สินีหรือเอ๋ สิงห์วงษ์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี · จำเลย - นางกานต์สินีหรือเอ๋ สิงห์วงษ์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชนะ ภาสกานนท์ · ธาดา กษิตินนท์ · หัสดี ไกรทองสุก |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายวิเชียร โบราณวัตน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา