⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6501-6502/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6501-6502/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีอาญานั้นย่อมมีผลผูกพันคู่ความในคดีแพ่งที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 แม้จำเลยในคดีแพ่งจะมิใช่จำเลยในคดีอาญาที่ถูกฟ้องในข้อหาเดียวกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

เดิมพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท โดยโจทก์คดีนี้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วย คดีถึงที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า กรณียังถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกดังที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีส่วนแพ่ง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 7 มิใช่จำเลยในคดีส่วนอาญาที่ถูกพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องในข้อหาบุกรุกด้วย แต่โจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่เกี่ยวข้องกับโจทก์จึงมีผลผูกพันโจทก์ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์สำนวนแรกฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้ามาบุกรุกทำประโยชน์และเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าเสียหายจำนวน 16,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสมใจหรือโข่ พันธ์เกษม เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมสำนวนแรกให้การ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์สำนวนหลังฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาท เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยเก็บเกี่ยวหรือขุดถอนพืชไร่ออกไปจากที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมเก็บเกี่ยวหรือขุดถอนพืชไร่ให้โจทก์เป็นผู้เก็บเกี่ยวขุดถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายปีละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเก็บเกี่ยว ขุดถอน หรือขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยสำนวนหลังให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่าโจทก์เรียกโจทก์ในสำนวนหลังซึ่งเป็นจำเลยร่วมในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 7 ส่วนจำเลยอื่นให้เรียกจำเลยตามสำนวนคงเดิม ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 6 ถึงแก่กรรม ไม่มีคำขอของทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 7 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ในสำนวนคดีหลัง ให้โจทก์เก็บเกี่ยวขุดถอนพืชไร่ออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีก และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจำนวน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 7 กับค่าเสียหายอีกปีละ 7,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะเก็บเกี่ยวขุดถอนพืชไร่และขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนคดีแรก ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ทั้งสองสำนวนโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม ทายาทของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 7 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลของทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยคดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท โดยโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า กรณียังถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วมการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกดังที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีส่วนแพ่ง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 7 มิใช่จำเลยในคดีส่วนอาญาที่ถูกพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องในข้อหาบุกรุกด้วย แต่โจทก์ในคดีนี้หาใช่บุคคลภายนอกคดีไม่ เพราะเป็นโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญา ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงมีผลผูกพันโจทก์ ทั้งมีประเด็นโดยตรงที่ต้องพิจารณาในคดีนี้ด้วยว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 7 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยถึงประเด็นดังกล่าวไว้ในคดีส่วนอาญาว่า "? กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ร่วม?" ศาลจึงชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ กรณีเป็นที่เห็นได้ว่า ศาลไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นให้ผิดแผกแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาได้ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยที่ 7 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จึงไม่ชอบ เพราะขัดกับข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาเฉพาะที่เกี่ยวกับโจทก์อันเป็นที่ยุติว่า กรณียังฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6501 - 6502/2544 นายพงษ์ศักดิ์ น้อยนาม โจทก์ นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพงษ์ศักดิ์ น้อยนาม · จำเลย - นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชา มหาคุณ · พูนศักดิ์ จงกลนี · ปัญญา สุทธิบดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายอุเทน วิภาณุรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1144-1146/2553ฎีกา 7032/2559ฎีกา 175/2520ฎีกา 1065/2499ฎีกา 2584/2527ฎีกา 9203/2554ฎีกา 6235/2551ฎีกา 7/2491ฎีกา 758/2519ฎีกา 1730/2520ฎีกา 7223/2540ฎีกา 1351/2567ฎีกา 2731/2522ฎีกา 4209/2533ฎีกา 728/2512ฎีกา 1552/2524ฎีกา 3813/2535ฎีกา 417/2533ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2532/2538ฎีกา 5677/2555ฎีกา 1917/2559ฎีกา 5735/2538ฎีกา 481/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา